IMAGE November 1992 : มาร์ติน มอรี่
VOL.5 NO.11 NOVEMBER 1992
ใบไม้ผลัดสี ปล่อยใจปลิว ไปตามสายลม
Model
Martine Maury (มาร์ติน มอรี่)
Clothes
Venick
Designer
Venick Charoenpura
Make Up & Hair
Ornnapa Krisadee
Photographer
Amat Nimitpark
พี่พีทกับน้องฟ้า
Model
Pete Thongchua & Saifah Setthabutara (พีท ทองเจือ & สายฟ้า เศรษฐบุตร)
Clothes
Guy's Soda
Make Up Artist
Vanit Dejtharadol
Hair Stylist
Thoontham Charncholsamut
Fashion Co-ordinator
Dee Dee
Assistant Photographer
Somnuek Muenmansakul
Photographer
Amat Nimitpark
Self-Portrait
เรื่อง: ขาวดำ / ภาพ วชิรา วิชัยสุทธิกุล
ดาเนียล รัตนวงศ์
“คือทหารรับจ้าง"
“ผมทำหน้าที่ของผม ผมป้องกันตัว หรือพูดตามภาษาที่เขาพูดกันก็คือ “ฆ่าก่อนที่จะถูกฆ่า’ แต่ผมไม่ใช่ฆาตกร อันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะคิด”
ป้อม เริ่มบทสนทนากับเราคล้ายคนแปลกหน้า เขาพูดช้า คิดคำค่อนข้างนาน และติดสำเนียงภาษาฝรั่งเศสกลาย ๆ เรารู้จักเขาเพียงชื่อเล่นในตอนต้น และรู้เพียงว่าเขาเป็นทหารอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส
เมื่อคุ้นหน้าและท่าทีกันสักพัก เราก็รับรู้เพิ่มเติมอีกว่า ป้อมมีเชื้อชาติลาว
“สงครามครั้งใหญ่ที่สุดที่ผมไปร่วมก็เป็นสงครามทางตอนเหนือของประเทศช้าด ด้านที่ติดกับลิเบีย ซึ่งทหารของช้าดร่วมรบกับฝรั่งเศสเพื่อต่อต้านลิเบีย คือตอนนั้นลิเบียฉวยโอกาสเข้าไปรุกรานช้าด ระหว่างที่ช้าดเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมา แล้วลิเบียก็ยึดครองดินแดนได้ตรงบริเวณรอบนอก คือเขตเหนือนี่เขายึดได้หมด เพราะฉะนั้นรัฐบาลของช้าดจึงขอกำลังจากฝรั่งเศสให้ไปช่วยเหลือ ก็เป็นการรับรู้ระหว่างช้าด และฝรั่งเศส แต่ต้องแจ้งไปที่สหประชาชาติด้วย เนื่องจากการขนย้าย ทหารข้ามแดนเป็นเรื่องของกฎหมายโลก
“พวกผมไปประจำการ กำหนดการเดิมคือสี่เดือน แต่พวกผมใช้เวลาปฏิบัติการเพียงสองเดือนครึ่งเท่านั้น พวกผมโชคดีที่ชนะสงครามก่อน ฝ่ายลิเบียถอยทัพ”
ตอนรบมีการฆ่ากันด้วยใช่ไหม–เรารุกต่อ “แน่นอนครับ” แล้วป้อมได้กระทำด้วยหรือเปล่า-เราเริ่มที่ท่าความคุ้นเคยกับเขา แปลความหมายคำถามว่าเขาฆ่าด้วยหรือเปล่า “อันนี้ผมไม่รู้สึกว่าผมฆ่าเขา” เขาตอบและจ้องมองเราเหมือนระวังตัว “ผมรู้สึกว่าผมป้องกันตัวเองมากกว่า เพราะว่ามันไม่มีการ รบพุ่งแบบตัวต่อตัว ไม่เหมือนการต่อสู้ระหว่างแยงกี้กับอินเดียนแดงแบบสมัยก่อน ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้เรามีอาวุธที่ทันสมัยด้วย
“ผมทำหน้าที่ของผมนะ ผมป้องกันตัว หรือพูดตามภาษาที่เขา พูดกันก็คือ “ฆ่าก่อนที่จะถูกฆ่า” แต่ผมไม่ใช่ฆาตกร อันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะคิด” เขาทิ้งคำด้วยรอยยิ้ม
Kanebo คาเนโบ เบลล์ สตาร์
ภาพประทับใจ
เรื่อง อะตอม
ละครชีวิต
เอก–สมชาย วศินะจินดาแก้ว พระเอกละคร (ยามคับขัน) คนหนึ่ง ของค่ายแดส เอนเตอร์เทนเมนท์ ที่เพิ่งผ่านสายตาประชากรกรุงเทพฯ ไปก็ด้วยบท “เดวิด เฮวิทท์” ในเรื่อง “จิ้งจอกลอกลาย” นี่เอง
9 TO 5
Model
Tharunya Sutthabus (แอ๊นท์-ธรัญญา สัตตบุศย์)
Make Up
Soravut Chatrakul
Hair
Thoontham Charncholsamut
Assistant Photo
Asadavut Sarum, Somnuk Meunmansakul
Photo
Amat Nimitpark
Location
Kamron Pramoj
oil of ulan
Wacoal Beautiful Contours “บิวตี้ฟูล คอนทัวส์”
IMAGE OF THE STAR
เรื่อง จีจี้ / ภาพ อัษฎาวุธ ซารัมย์
หากินทุกรูปแบบ...กว่าจะถึงวันนี้
หนุ่มน้อยหน้าตาดี ขวัญใจวัยรุ่นในขณะนี้ ขอยกให้โชคชัย เจริญสุข (โชค) กับเขาสักคน ด้วยบุคลิกที่ตรงไปตรงมา คำพูดคำจาที่เปิดเผย และมาได้ข้อมูลว่าเคยลำบากมาเยอะ รู้จักค้าขายมาตั้งแต่ยังเด็ก ๆ ด้วยแล้ว ทำให้เราอยากคุยด้วยมากขึ้น
ด้วยพื้นฐานทางครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน ทำให้ต้องดิ้นรนหาเงินทองมาจับจ่ายใช้สอย โดยเดินทางจากชัยนาทซึ่งเป็นบ้านเกิดทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อเข้ามาเร่ขายของที่กรุงเทพฯ
“ตั้งแต่ ป.5 ทุกวันศุกร์ตอนเย็นจะนั่งรถมาแล้ว เข้ากรุงเทพมาอยู่กับป้า จะตื่นประมาณตีสามตีสี่ แล้วรีบไปโรงพิมพ์ไทยรัฐ มาจองคิวเข้าเรียงคิวเพื่อรับหนังสือพิมพ์ ตอนนั้นตัวเล็กนิดเดียว รับ 50 ฉบับก็พอ ขายฉบับละ 3.50 บาท กำไรฉบับละ 75 ส.ต. ขายหมดก็ ดีใจ เริ่มขายตีห้า วิ่งขายที่ชานชาลาหมอชิต รถจะจอดเทียบท่าตลอด ก็เดินขึ้นลงขายตลอด ขายเสร็จประมาณ 8 โมง พอหมดปุ๊บก็มาช่วย ป้าขายของที่ร้าน เพราะที่ร้านอยู่ติดกับชานชาลา ก็สนุกดี
“ขายช่วยเหลือตัวเองมาตลอด โดยพัฒนาตัวเองขึ้นมา จากหนังสือพิมพ์ก็เริ่มมาขายหนังสือโป๊ จริง ๆ นะ ขายหนังสือโป๊ เคยโดนตำรวจจับด้วย ตอนเด็ก ๆ ผมโดนจับ ต้องไปบอกอาแปะหรือลุงไปเอาคืนมาให้ ใจเสียเลย ตอนโตโดนจับ ยึดก็ยึดไป เสียค่าปรับแค่นี้ ก็เอามาขายใหม่อีก ไม่เข็ดหรอก มีขายทุกอย่าง ยาดม ยาหม่อง กระดาษเช็ดหน้า หมากฝรั่ง ที่เขาใส่เป็นถาด ๆ เดินขาย ขายจนเรียนจบ ปวช.ก็เลิกขาย
FROM TORONTO TO MONTRÉAL..
Model
Takarn Puntumlertrujee (ต้น-ตระการ พันธุมเลิศรุจี)
Clothes
S'FARE (Casualist)
Make-up & Hair
Ornnapa Krisadee
Photographer
Amat Nimitpark
7UP ใสปิ๊ง..สวยปิ๊ง ไดเอ็ท เซเว่นอัพ
JASPAL
มิติอาถรรพ์
เรื่อง โอเมน
เจอฤทธิ์ลูกแหย่จากผีไทย-เทศ
เห็นกันจะจะมาแล้วไม่ว่าจะเป็นผีไทยหรือแม้กระทั่งไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนาก็ไม่วายที่จะเจอเข้าอีกกับผีฝรั่งหัวขาด สำหรับสาวห้าว ที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ศรฝน ลีราภิรมย์ (ติ๊ก) ผู้ซึ่งมีประสาทสัมผัสพิเศษกว่าคนอื่น สามารถรู้สึกด้วยตัวเองว่าสถานที่ตรงไหนมีสิ่งผิดปกติ ซึ่งสิ่งผิดปกติที่ว่าคือมีวิญญาณเพ่นพ่านหรือสิงสถิตอยู่
“เรานอนอยู่ก็จะเห็นแค่ช่วงตัวเขา ลืมตาเงยหน้าขึ้นไปดู ไม่มีหัวมีแค่ช่วงตัว เป็นร่างผอมแต่กว้างสวมเสื้อผ้าสีเทาทึบไปหมด เขาจับเรา กระดิกไม่ได้เลยเหมือนคนเป็นอัมพาต ตกใจแบบไม่มีจนเราชาไปหมด เสียงร้องออกมา ท่องนะโมก็ท่องไม่จบ ก็คิด ท่องนะโนเขาก็ฟังไทยไม่รู้เรื่อง จะเอายังไงดี ก็เลยนึกถึงรัชกาลที่ 5 บอกขอให้รัชกาลที่ 5 ช่วยที่เถอะ ลูกไม่ไหวแล้ว ลุกขึ้นได้เลย ผลักตัวเขาออกไป ลุกขึ้นมาหยิบสร้อยพระ คว้าได้วิ่งออกไปเลย ไปถึงหน้าปากซอย
FLYNOW
Interview
เรื่อง ลิษา / ภาพ อัษฎาวุธ ซารัมย์
ไพโรจน์ สาลีรัตน์
นักสำรวจความฝัน
สำหรับหนอนหนังสือ ชื่อของ ไพโรจน์ สาลีรัตน์ ออกจะเป็นที่คุ้นเคยมานานวัน ด้วยสำนวนสวิงสวาย ด้วยถ้อยคำที่เรียงร้อยราวบทกวีในเสื้อคลุมของงานร้อยแก้ว ทำให้งานเขียนของผู้ชายคนนี้โดดเด่นออกไปจากนักเขียนคนอื่น ๆ หลายครั้งที่ได้อ่านงานของเขาแล้วจะรู้สึกว่า เขาคือใครกัน เหตุใดจึงสามารถทำงานได้พิเศษชนิดที่มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นจะทำได้เช่นนี้
“บางทีในความเหงาอันนั้นนี่ ผมอาจจะเดินไปในที่ต่าง ๆ ที่มันเต็มไปด้วยความเหงา สมมุติว่าเวลาจะท่องหนังสือ บางคนอาจจะท่องที่บ้านแล้วฟังเพลง แต่ผมจะต้องหอบหนังสือของผมไปอยู่ในที่สงัด และเปล่าเปลี่ยว แล้วไม่มีผู้ ไม่มีคน ไปนั่งในวัดโพธิ์ ในอะไรก็ได้ แล้วเราก็ดูหนังสือ แล้วนั่งคิด นั่งฝัน โดยที่มีความรู้สึกว่าโลกของเราที่เรามีอยู่นี่ปลอดภัย ไม่มีคนอื่นมาขัดจังหวะ
“เพราะฉะนั้นไอ้จินตนาการการคิดของเราไม่มีใครมาบอกว่าเราถูกหรือผิด เพราะเราคิดคนเดียว สรุปคนเดียว แล้วมันค่อนข้างที่จะ….ผมว่าถูกต้อง เพราะว่าการที่เราแชร์ความคิดไปกับคนอื่น บางทีคนที่มาค้านเรา แย้งเรา มาให้ไอเดียเรา เขาอาจจะฉลาดหรือโง่กว่าเราก็ไม่รู้ ถ้าเราคิดคนเดียวได้ต่อเนื่องนี่ ถึงมันจะโง่ในตอนต้นของการเริ่มคิด แต่เมื่อประสบการณ์กับการใช้เหตุผลมาประกอบกันบางทีเราอาจจะคิดอะไรสักอย่างตั้งแต่ก.ไก่ ถึงฮ.นกฮูกได้จบโดยราบรื่นตลอด ซึ่งบางทีก็มีส่วนถูกอยู่ในนั้น มันไม่เขว
“มันทำให้ผมรู้สึกท้อแท้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ไร้ค่า มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งผมจำได้แม่นเลยนะฮะ ผมเรียนพีชคณิตตกมาตลอด จนกระทั่งที่บ้านต้องไปหาอาจารย์มาติวให้ เขาก็มาสอน สอนได้นิดหนึ่งผมก็เข้าใจ นิดหนึ่งก็เข้าใจ ต่อไปก็ไม่เข้าใจแล้ว เขาก็บอกไม่เป็นไรเดี๋ยวเริ่มใหม่ เขาก็สอนให้สักสาม-สี่ครั้ง แล้วเขาก็แอบสั่นหน้ากับคุณแม่ผม ว่าไปไม่รอด แล้วผมก็มีความรู้สึกว่า โอ้โห…นี่เราคือคนที่ไร้ค่า เพราะขนาดเขายังส่ายหน้าว่ามันทึบเหลือเกิน มันอ่อนเหลือเกิน มันรับอะไรไม่ได้เลย
“พอตอนหลังผมก็มารู้ว่า คนบนโลกนี้เกิดมาเป็น 2 ทาง คือ ART กับ SCIENCE SCIENCE คือการเรียนตามกฎ ตามระเบียบ ตามทฤษฎีทุกอย่าง พิสูจน์ออกมาแล้วเป็นอย่างนี้เป๊ะ นั่นคือวิทยาศาสตร์ มีทฤษฎี มีการพิสูจน์ แล้วได้คำตอบ
“คือศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ท่านสอนวิชา ART APPRECIATION คือการเข้าใจ การประทับใจในศิลปะ แล้วเวลาท่านฉายสไลด์ก็ต้องมีการบรรยายภาพ แต่ว่าท่านเป็นคนที่มี สำนวนแบบ…เหลือกินจริง ๆ
“ยกตัวอย่าง…ผมยังจำได้ เป็นสไลด์ภาพ วาดของธิดาพญามารกำลังร่ายรำยั่วยวนพระพุทธเจ้า ในปางที่ยั่วให้พระพุทธเจ้าตบะแตก ชื่อปางอะไรผมจำไม่ได้แล้ว ที่นี้ท่านอาจารย์ก็บอกว่า ลองดูภาพนี้สิ ศิลปินโบราณนี่เขามีความรู้สึกนึกคิดที่ลึกซึ้งมากในการที่จะวาดภาพนี้
“ซึ่งถ้าคนดูไม่เป็นก็จะเห็นว่าเป็นผู้หญิงมาร่ายรำยั่วยวน พระพุทธเจ้าก็นั่งสงบอยู่ แต่ที่จริงถ้ามองให้ลึกถึงสีหน้า จะเห็นได้ว่า ธิดาพญามารกำลังร่ายรำยั่วยวนแสดงปรารถนาไปยังพระพุทธเจ้า แต่ขณะเดียวกันก็มีอารมณ์ซ้อน ของการถดถอยด้วยความละอายของอิตถีเพศ
“ผมมีอิทธิพลมาจากนักเขียนต่างชาติ คนเราต้องมีอิทธิพล คือเมื่อตอนที่ผมเริ่มอ่านหนังสือนี่ ผมประทับใจหนังสืออยู่ 3-4 เล่ม เล่ม หนึ่งคือเรื่อง THE LITTLE PRINCE เจ้าชายน้อย อันนี้ภาษาเพราะแต่มีถึงขนาดเพริศพราย แต่เขาเปรียบเทียบถึงจิตวิญญาณมนุษย์ได้ลึกซึ้งมากในเรื่องของความผูกพันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์
“แล้วผมก็ติดงานของคาลิล ยิบราน ซึ่งเขาเขียนเป็นภาษากวี แล้วอีกคนก็เฮอร์มานน์ เฮสเส ที่เขียนเรื่องสิทธารถะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชอบที่สุด คนเขียนเป็นชาวเยอรมัน แต่มาเขียนเรื่องเกี่ยวกับอินเดีย ผมอ่านแล้วก็คิดว่า ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ผมอยากจะไปฝากตัวเป็นทาสเลย คน ๆ นี้เขียนหนังสือดี สวย เขาเขียนเรื่องอื่นก็ไม่ดีเท่านี้ เรื่องสอง เรื่องสามก็ไม่ดีเท่านี้ เรื่องสิทธารถะนี่ดีที่สุดแล้วผมก็ได้อิทธิพลมากจากสิ่งเหล่านี้”

























































