Recommend

Recent Posts

Seventeen 136 : Selena Gomez

SEVENTEEN Magazine Thailand vol. 11 no. 136 March 2014 GIRL POWER! LET YOUR HAIR DOWN BOHEMIAN STYLE Model ณสุดา จิรศักดิ์หิรัญ

Nylon Guys 1 : มาริโอ้ เมาเร่อ

NYLONGuys Thailand 1 : มาริโอ้ เมาเร่อ SUPER MARIO มาริโอ้ เมาเร่อ ดังยกกำลังสอง AMERICAN BOY Model Mario Maurer (มาริโอ้ เมาเร่อ) ภาพ J.SURAT

นะคะ 58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล

 นะคะ58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล

นะคะ 58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล

ปีที่ 5 ฉบับที่ 58 กุมภาพันธ์ 2533

Model

Penpak Sirikul (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล)

แต่งหน้า-แต่งผม

เกตุวดี-แกนดินี่ (หนึ่ง)

ถ่ายภาพโดย

วิรุฬห์ ส่งเสริมสวัสดิ์, สมภพ พรบรรเจิด, ปิยมิตร ขบวนโยธิน

ประสานงาน

รังสิมา พหุโล, ทิพวรรณ อำพันแสง

WACOAL SWIM

 นะคะ58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล  นะคะ58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล  นะคะ58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล  นะคะ58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล  นะคะ58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล  นะคะ58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล  นะคะ58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล  นะคะ58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล
 นะคะ58 : สารบัญ

คุยกันธรรมดา

ศายพิน

ศรีประพาฬ สภาวสุ

แม่บ้านอาชีพ

 นะคะ58 : ศรีประพาฬ สภาวสุ

คุณศรีประพาฬ ศรีภรรยาคุณประมวล สภาวสุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลปัจจุบัน เป็นห่วงเป็นใยสามีทุกครั้งที่เห็นท่านยืนต่อหน้าเทปและไมโครโฟน ซึ่งบรรดานักข่าวหนังสือพิมพ์ นักข่าววาทีตรงหัวบันไดกระทรวง

เรื่องเป็นห่วงนั้นไม่เกี่ยวกับคำแถลงอันตรงไปตรงมา จนบางครั้งออกจะแข็งกร้าวน่าตกใจ เพราะคุณศรีประพาฬเคยชินกับท่าทีอย่างนี้เสียแล้ว ทว่าเป็นเรื่องอื่นที่ศรีภรรยาควรจะเป็นห่วงสามีนั่นเอง

สี่สิบกว่าปีที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ใจอยากจะออกจากบ้านไปทำงาน แต่ท่านไม่ยอมท่าเดียวและจะไม่มีวันยอมอย่างเด็ดขาด คุณศรีประพาฬจึงเป็นแม่บ้านอาชีพโดยไม่ใคร่สมัครใจนัก ได้แต่นั่งดูความ เจริญรุ่งเรืองของสามีกับลูกๆ อย่างมีความสุขไปวันๆ
แล้วทำไมต้องทน?

คุณแม่ของคุณศรีประพาฬเสียตั้งแต่เด็ก…
ค่ะ ตั้งแต่สามขวบค่ะ เป็นโรค…สมัยโบราณเขาบอกว่าอยู่ไฟมากเกินไป ร้อนไงคะ คุณแม่อายุประมาณยี่สิบเจ็ด

เป็นลูกคนเดียวหรือเปล่าคะ
มีสามคน มีน้องชายคนหนึ่ง น้องสาว คนหนึ่ง นี่เฉพาะแม่เดียวกันนะคะ คุณพ่อมีตั้งสี่แม่ (หัวเราะ)

ทำไมมากอย่างนั้นล่ะคะ
คุณพ่อหรือคะ (หัวเราะ) ก็ไม่ทราบ คนโบราณ…คล้าย ๆ กับว่า…มีสตางค์ก็เลี้ยงคน ไว้เยอะ ๆ

ไม่ทราบว่าคุณพ่อมีอาชีพอะไรคะ
เป็นพ่อค้าค่ะ มีโรงงานทำขันลงหินที่ บางกอกน้อย แล้วก็ทำถลุงแร่ ทำโรงเลื่อยทำหลายอย่าง

แต่เป็นคนไทยแท้…
ไทยแท้ค่ะ แต่เป็นคนชอบทำงานชอบค้นคว้า คุณพ่อไม่ได้รับราชการ ชอบผสมโน่นผสมนี่ ผสมทองแดงทองเหลืองอะไรนี่ ผสมเสร็จก็ตั้งเป็นโรงงานชื่อโรงงานสวัสดิจันทร์ พอตอนหลังไม่มีใครทำก็เลิกไปเฉย ๆ

หลังจากคุณแม่เสีย ใครเป็นคนเลี้ยงดูมาคะ
น้องชายของคุณแม่ แล้วก็มีคุณยายอยู่ด้วย คุณน้าเป็นคนควบคุมดูแล

รวมทั้งเรื่องการเรียนด้วย
ค่ะ เรียนประถมที่สตรีวัดระฆังเพราะ ใกล้บ้าน พอจบม.6 แล้วก็มาเรียนเขมะสิริหลังจากนั้นก็เข้าธรรมศาสตร์

เข้าธรรมศาสตร์เพราะอะไรคะ
เพื่อน ๆ ชวนไปเข้าจุฬาฯ ปีแรกก็เข้า ไม่ได้ คุณพ่อก็ไม่ให้เข้า

ทำไมคะ
ไม่ทราบ บอกแต่ว่าอยากให้เป็นนัก-กฎหมาย เลยมาเรียนธรรมศาสตร์ ก็เรียนไม่จบ (หัวเราะ) แต่งงานซะก่อน

ที่อยากให้เป็นนักกฎหมายเพราะอะไรคะ
คือเป็นคนไม่ยอมคน อย่างสมมติว่าอยู่ในเขตบ้านเรานะคะ ใครมาเก็บอะไรไม่ได้เลยไม่ยอม เล่นงานถึงที่เลย (หัวเราะ) คงเป็นเพราะไม่มีแม่ แล้วคุณพ่อก็เป็นคนที่มีภรรยามาก เจ้าชู้

เห็นแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างคะ
ก็รู้สึกว่าคุณพ่อคงอยากหาความสุข อายุท่านก็มากแล้ว ตอนนั้นคุณพ่อก็สี่สิบกว่าแล้ว และทำงานหนัก

คุณศรีประพาฬเคยแสดงความไม่พอใจให้คุณพ่อทราบไหมคะ
ไม่เคยห้าม คุณพ่อท่านเป็นนักปกครองที่ดี เมียทุกคนกลัวหมด ลูกกลัวหมด

อยู่ในบ้านเดียวกัน
อยู่คนละหลัง ๆ เมียกลัวหมดทุกคนไม่กล้าทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าทะเลาะก็ให้ออกเลย

ไม่มีปัญหากับภรรยาคนอื่นของคุณพ่อ
ไม่มีค่ะ เพราะเขาต้องอยู่ใต้เราอีกทีหนึ่ง เขาจะต้องกลัวเรา คุณพ่อไม่ยอมให้ใครมารังแกได้ ทรัพย์สมบัติอะไรก็ให้ลูกเมียหลวงหมด ลูกเมียน้อยก็ให้แต่ให้นิด ๆ หน่อย ๆ ท่านเห็นว่าไม่มีแม่ บ้านที่อยู่ท่านก็ให้ อยู่ที่ถนนจรัลสนิทวงศ์ เยื้องกับบ้านเสธ. ทวี จุลละทรัพย์ ที่เกือบหกไร่ ที่แถวนั้นแพงมีบ้านหลังหนึ่งปลูกไว้สมัยนั้นก็เป็นแสนแล้ว แต่อยากขายนะ เผื่อเราจะเอาเงินมาทำอะไรบ้าง

ไม่ต้องขายก็ทำได้มั้งคะ
(หัวเราะ)

เรียนธรรมศาสตร์ถึงปีไหนคะ
เรียนเตรียมสองก็ออกเลย เพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกันก็ไม่จบ

แต่งงานหมดเหมือนกัน
ค่ะ ชีวิตเราตอนนั้นคล้าย ๆ กับว่าไม่ต้องเรียนจบเราก็มีสตางค์ใช้ เลยไม่ค่อยกระวนกระวายเรื่องเรียน

ไม่ได้คิดว่าต้องเรียนให้จบเพื่อมาทำงาน
ไม่ได้คิด และคุณพ่อก็ไม่ให้ทำอยู่ดี ขนาดเพื่อนเอาใบสมัครมาให้สมัครเข้ากระทรวงการคลัง ตอนเด็ก ๆ ที่จริงก็แปลก นะคะ เขาเอาใบสมัครมาให้ แค่เราเขียนชื่อรุ่งขึ้นเราก็ไปทำงานได้แล้ว แต่ก่อนไม่ได้หางานลำบากอย่างสมัยนี้ แต่คุณพ่อไม่ให้

สองปีที่เป็นนักศึกษา ประทับใจอะไรบ้างคะ
ประทับใจแต่เรื่องเที่ยวทั้งนั้น (หัวเราะ) พอฟังเล็คเซอร์เสร็จก็ออกกันแล้ว ไปดูวังหลวงอะไรอย่างนี้ ก็เที่ยวตามประสาเด็กโบราณ ไม่เหมือนเด็กสมัยนี้

ครูบาอาจารย์ที่สอนตอนนั้นมีใครบ้างคะ
อาจารย์ถนัด คอมันตร์ก็สอน อาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้น เรียนทั้งฝรั่งเศสทั้งประวัติศาสตร์อะไรหลาย ๆ อย่าง แต่มันเรียนไม่มาก

ทราบว่าเพราะคุณแม่เสียตั้งแต่ยังเล็ก คุณพ่อเลยหวงมาก
หวงมากเลย ไม่อยากให้ไปคบผู้ชายเลย

แต่ก็ยังแต่งงานเร็ว
แต่งงานเร็ว (หัวเราะ) ตอนนี้ลูกคนโต อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว

ทำไมล่ะคะ
ก็ไม่ทราบเหมือนกัน

ท่านรัฐมนตรีก็เรียนที่ธรรมศาสตร์
ค่ะ ทีแรกนึกว่ามาชอบเพื่อน เห็นไปรับ ไปส่งกันทุกวัน

รู้จักกันได้อย่างไรคะ
เข้าไปฟังเล็คเชอร์ห้องเดียวกัน มองกันไปมองกันมา

สมัยที่ท่านเป็นหนุ่มท่านเป็นอย่างไรบ้างคะ
แต่งตัวมากเลย แต่งตัวเตะตา เสื้อผ้าเรียบกริบเลย รองเท้าขัดเป็นมัน มานึกถึงก็เลยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ชอบพวกนี้มาก เห็นทีแรกก็ยังคิดว่าผู้ชายคนนี้แต่งตัวเก่ง ขณะที่คนอื่นเขาแต่งแบบธรรมดา ๆ

เมื่อไรถึงได้ทราบคะว่าท่านไม่ได้มาชอบเพื่อน….
กับเพื่อนคนนั้นเขาก็ เขาเอาอกเอาใจดี เป็นเพื่อนกันธรรมดา เขามาตามตื้อเรื่อย ๆ (หัวเราะ) สมมติว่านัดกัน เราไม่มาตามนัดท่านก็ไม่โกรธ รอเป็นชั่วโมง ๆ

คุณศรีประพาฬผิดนัดบ่อย
แกล้งผิดนัดบ่อย เพราะทีแรกไม่ค่อยชอบ แล้วเราก็ไม่ได้สนใจว่าเขาจะมากี่โมง นัดก็นัดไป เราอยากมาเมื่อไรก็มา แต่ออกมาฟังเล็คเชอร์กี่โมงก็เจอะ ทุกวันเขาจะต้องไปบ้านเพื่อน เราออกมาก็เจอเขาทุกที ขึ้นรถราง เรานั่งอยู่ชั้นหนึ่ง หันมามองก็เห็นเขา นั่งอยู่ชั้นสองทุกครั้งเลย ตามอยู่ใกล้ ๆ ตลอด ตอนหลังก็สงสาร ตามมาก ๆ ก็ใจอ่อน (หัวเราะ) แต่ก่อนไม่ได้เป็นคนเครียดอย่างนี้เป็นคนมีอารมณ์สนุก พูดเก่ง

ที่ไม่ชอบเพราะอะไรคะ
เพราะเรายังเด็ก

nakha58-11-Sripraphan-Saphawasu
nakha58-12-Sripraphan-Saphawasu
nakha58-13-Sripraphan-Saphawasu
nakha58-14-Sripraphan-Saphawasu
nakha58-15-Sripraphan-Saphawasu
nakha58-16-Sripraphan-Saphawasu

“…พ่อตาเขาเกลียดผมมาก เพราะเขยคนใหญ่เขาเอาเรือรบไปแต่ง ไอ้เรามันเรือจ้าง…”

ท่านเรียนที่โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยถึงชั้นไหนคะ
ผมเรียนที่นั่นตั้งแต่ประถมหนึ่ง พอมัธยมสองคุณพ่อก็ออกจากคุก หลวงเสรีฯเลยชวนให้มาทำงานที่กรมรถไฟ คุณแม่ก็ตามคุณพ่อมา อยู่ที่กรุงเทพฯด้วย

ท่านก็ตามมาเรียนที่กรุงเทพฯด้วย…
ครับ ผมมาเรียนต่อที่โรงเรียนพิทยาวิทยาลัย อยู่หลังวังจันทร์เกษม แต่ผมไม่ค่อยได้เรียนหนังสือเท่าไร หน้าวังมีสวนพุทรา อาทิตย์หนึ่งผมจะเกโรงเรียนเสียสองวันเพื่อมาเก็บพุทรากิน แต่หัวผมไว สอบเมื่อไรได้ทุกที ไม่เคยตก สรุปแล้วคือเป็นเด็กค่อนข้างจะเกเร ไม่ค่อยตั้งใจเรียนหนังสือเท่าไร แต่ก็เอาตัวรอดได้ เมื่อก่อนผมไม่ขยัน เรียนเท่าไรนะครับ แต่กลับไปขยันอีกทางหนึ่ง คือตื่นแต่เช้า หุงข้าวให้พี่ทาน ซักผ้า ดูแลคุณแม่ สมัยนั้นยังใช้เตาถ่าน ผมก็ติดได้ เดี๋ยวนี้ก็ยังทำเป็นนะ

เกเรียน แต่ชอบงานบ้านหรือคะ
นั่นคือความรู้สึกของคนที่เป็นลูกนะครับ ว่าฉันไม่เรียนละฉันไปดูแลแม่ฉันดีกว่า เพราะสงสารแม่ต่อมาพี่ชายผมเข้าเรียนที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ พี่ชายอีกคนก็มาเรียนที่โรงเรียนวัดราชบพิธ เหตุผลเพราะว่าพี่ชายคนโตเป็นนักกีฬา พี่คนที่สองเรียนหนังสือเก่ง แม่ก็รัก สมัยนั้นอำนวยศิลป์ค่าเรียนเทอมละ 3 บาท ซึ่งถือว่าแพงมากแล้วนะครับ ผมเองไม่มีสตางค์ และคุณอาเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ 6 คุณอาเลยพาผมมาเรียนที่วัดบวรนิเวศน์

ท่านพูดอย่างนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นลูกที่แม่ไม่รัก…
ผมมันไม่เอาไหนนี่ครับ สอบเข้าที่ไหนก็ไม่ได้ คงไม่ใช่เพราะสามบาทนั่นหรอก แต่ถึงพื้นฐานทางครอบครัวเราจะดีอย่างไร คุณแม่ก็ยังต้องขอเงินคุณยาย ที่ผมจำได้แน่ๆ คือผมเองก็ไม่ค่อยอยากจะ เรียนหนังสือสักเท่าไร พอปี 2485 น้ำท่วมกรุงเทพฯ แล้วมีปัญหาญี่ปุ่น ขึ้น เขาก็ยกชั้นขึ้นด้วย เรียกว่า “โตโจ” ตั้งแต่ประถมหนึ่งจนถึงมัธยม หกไม่มีตกเลยสักคน พอเรียนจบเพื่อนฝูงเขาก็นัดกัน จะไปเข้าจุฬาฯ บ้าง ธรรมศาสตร์บ้าง แม่โจ้บ้าง นายเรือบ้าง แต่ว่าคนอย่างผมเข้าไม่ได้หรอก

ทำไมล่ะคะ
เพราะภูมิไม่ถึงน่ะสิ (หัวเราะ) ผมไม่เก่งเอาเรื่องทั่วไป อย่างพวกกฎหมาย มารู้เอาตอนหลังว่าเก่งเพราะอะไร คือมีเพื่อนเยอะ ตอนนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมไปเรียนธรรมศาสตร์ได้สัก 2 เดือน มหาวิทยาลัยก็ปิด ต้องเรียนทางไปรษณีย์ เรียนภาษาฝรั่งเศสกับอังกฤษด้วย

nakha58-17-Sripraphan-Saphawasu
nakha58-18-Sripraphan-Saphawasu
nakha58-19-Sripraphan-Saphawasu
nakha58-20-Sripraphan-Saphawasu

โลชั่นแต่งผม Audace ออด๊าช

 นะคะ58 : Audace ออด๊าช

สัมภาษณ์พิเศษ

วิชชุ-ลดา

หม่อมเจ้าลุอิสาณ์ ดิศกุล

ใจฉันรักหมา

หม่อมเจ้าลุอิสาณ์ (จักรพันธุ์)ดิศกุล พระธิดาใน พันเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ประทับ ณ ตำหนักหลังเล็กดูเก่าแก่กะทัดรัด อยู่ด้านขวามือข้างประตูด้านตะวันตก ภายในวังสระปทุม ปทุมวัน

แม้ตำหนักจะอยู่ติดถนนใหญ่ ย่านสยามสแควร์อันอีกทึกเพราะเปรียบเสมือนชีพจรของกรุงเทพมหานคร แต่ท่านหญิงทรงกำหนดพระองค์ให้สงบและเยือกเย็น ราวกับไม่ทรงยินดียินร้ายต่อสรรพสำเนียงอันอึงอลเหล่านั้นเลย

หรือเป็นเพราะเหล่าสุนัขที่ทรงชุบเลี้ยงเอาไว้ คอยผลัดเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาเห่าออดอ้อนและตัดพ้อต่อว่าอยู่ไม่ขาด ท่านหญิงจึงมิทรงได้ยินเสียงสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ใกล้พระองค์

ท่านหญิงทรงชี้ที่พูเดิลสีขาวสะอาดตัวเล็กๆ ทีละตัวๆ นัยน์ตาของแต่ละตัวฉายแววระแวงระวังกลุ่มคนแปลกหน้า ที่ยกขบวนกันมาเฝ้ากราบเจ้านายของมันถึงตำหนัก

 นะคะ58 : หม่อมเจ้าลุอิสาณ์ ดิศกุล
 นะคะ58 : หม่อมเจ้าลุอิสาณ์ ดิศกุล

คนนี้สิบกว่าปีแล้ว คนนั้นเจ็ดปี คนนี้สาม ชีวิตนี้เป็นหมา ชอบมาก สมัยก่อนนี้สมเด็จพระพันปีท่านทรงแจก สมัยเด็กๆ นะ สวยๆ อยากจะได้ทั้งนั้น ท่านก็แจกเบอร์จับสลาก ก็เอาสลากไปให้เขาแล้วขอหมาทุกปี เอาหมามาทุกปี มีนะตุ๊กตา เดินร้องป๊าป่า มาม้า อยากได้ แต่มันก็แพ้หมา รถถีบรถยนต์อะไรสารพัด ก็แพ้หมาอีก สมเด็จพระพันปีท่านจะทรงให้หยิบสลาก

มีสลาก แล้วก็มีของวางไว้เต็ม ปิดป้าย แต่นี่ขอสิทธิ์พิเศษ

ว่าขอเฉพาะหมา
ขอหมา ชี้เอาหมาลูกเดียว ทุกปี จนกระทั่งปีหลังที่สุด โตแล้ว น้าฉันเป็นองครักษ์พระเจ้าอยู่หัวอยู่ ตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านรับสั่งกับน้าฉันว่าถ้าหลานแกไปเอาหมามาอีกละก็ จะถูกตี นั่นแหละถึงได้ไม่เอาหมาปีนั้น

เพราะทรงมีอยู่หลายตัวแล้วหรือเพคะ
เปล่าค่ะ คือใจมันรักหมา

ท่านหญิงประทับในวังของสมเด็จพระพันปี หรือเพคะ
ไม่ใช่ค่ะ ฉันอยู่กับเสด็จป้า-พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ เป็นญาติกันไงคะ แม่ฉันเป็นบุนนาค อันนั้นเป็นงานของสมเด็จพระพันปี ท่านทรงแจกเด็กๆ ลูก หลาน

งานอะไรเพคะ
งานสงกรานต์ ท่านมีห้องใหญ่เลยนะคะ สารพัดของเล่น แล้วให้จับสลากกัน

ของในเมืองไทยหรือของต่างประเทศเพคะ
ของต่างประเทศทั้งนั้น แต่ก่อนเมืองไทยยังทำไม่ได้ ไม่ว่ารถยนต์รถถีบ ตุ๊กตาหมา หมี แมว โอ๊ย สารพัด รถเข็น มีเด็ก มากันเป็นร้อย คล้ายๆ กับคริสต์มาส

ท่านหญิงเสด็จกี่ปีเพคะ
หลายปีค่ะ จนกระทั่งเลิก สวรรคตน่ะค่ะ ไปตั้งแต่เด็กจนโต

มีขนมนมเนยเลี้ยงด้วย
ไม่สนใจ คงเลี้ยงด้วย สนใจแต่หมา

เป็นเพราะเหตุใดเพคะถึงโปรดมาก
ไม่ทราบค่ะ คือพอจำความได้ก็เลี้ยงหมานี่แหละค่ะ เที่ยวไปขอหมาใครต่อใคร

เพราะมันมีธรรมชาติที่เป็นมิตร
มันเกิดในตัวเอง มันน่ารัก มันเดินได้ ไปไหนๆพอเห็นหมาปั๊บก็ทันทีเลย

ถึงปัจจุบันนี้ทรงเลี้ยงไปกี่ชุดแล้วเพคะ
สักร้อยพันตัวมั้ง แล้วผลสุดท้ายก็เลี้ยงหมาขาย เพราะว่าเลี้ยงไม่ไหว มันเยอะนัก ทีหนึ่งออกลูกสี่สิบกว่าตัว เข็ดแล้ว ทีหลังไม่ผสมแล้วอย่างนี้ ก็ต้องขาย แต่ไม่ได้กำไรอะไรหรอก ต้องเลือกคนซื้อด้วย ถ้ารู้ว่าคนไหนเลี้ยงหมาไม่ดี ไม่ขาย ไม่ให้ ให้บ้างขายบ้าง พวกนี้ขึ้นเตียงฉันทั้งนั้น พอลงข้างล่างที่ไรก็ล้างเท้าทุกทีนะ

ทรงศึกษาเรื่องการผสมพันธุ์หมาจากตำราหรือเพคะ
ความชำนาญ เวลาออกลูกก็ต้องออกเอง เป็นพยาบาลเป็นหมอเองเสร็จ บางคนบ้านไหนหมาออกลูก เขาไม่ถนัด เขาก็มาเอาเราไปช่วยออกให้

เช่นใครบ้างเพคะ
ท่านหญิงภาพ หม่อมเจ้าสุวภาพเพราพรรณ สวัสดิวัตน์ ไปครั้งเดียว แล้วก็ไปสอนเขา ครั้งต่อไปให้เขาออกเอง

มีเทคนิคอย่างไรบ้างเพคะ
บางตัวเอาเท้าออก บางตัวเอาหัวออก เอาหัวออกเราก็ฉีกซะเพื่อไม่ให้มันสำลัก ถึงมันจะออกช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเผื่อว่าเห็นหางเห็นเท้าออกมา จะต้องรีบช่วยเอาออกมา ไม่งั้นสำลักน้ำคร่ำตาย

ตัวแรกๆที่ทรงเลี้ยงมาเป็นพันธุ์เดียวกันกับที่ เห็นไหมเพคะ
เปล่าค่ะ สมัยก่อนก่อนไม่มีพูเดิล พันธุ์หมาจูเฉยๆ สีขาว เลี้ยงมายังไม่มีปัญญาให้กินนม ก็ให้กินนมคน

โดยการซื้อหรือเพคะ
ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ ไปเก็บๆเอามา ตัวแรกทีเดียว เห็นมันน่ารักก็เอามาเลี้ยงให้กินนมคน สมัยก่อนเลี้ยงทีละตัว

ที่โปรดปรานมีเยอะไหมเพคะ
แหม มีหลายตัวเชียว พูเดิลตัวหนึ่ง ชื่อสบราวน์ ถ้าอยู่เดี๋ยวนี้ก็ยี่สิบปีแล้ว ที่จริงเป็นหมาก็รักหมด แต่สีบราวน์มันมีความดีมาก ฉลาด เก่งมาก บางทีฉันไม่ให้ผสม ไม่อยากให้ผสม พอถึงเวลา เขานึกว่าเขามีลูก บางทีเอาหมวกเจ้าพี่ (หม่อมเจ้าดิศานุวัตร ดิศกุล) มากอดไว้ พอใครเข้ามาก็ไล่

nakha58-24-Luisa-Disakul
nakha58-25-Luisa-Disakul
nakha58-26-Luisa-Disakul
nakha58-27-Luisa-Disakul
nakha58-28-Luisa-Disakul
nakha58-29-Luisa-Disakul

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตนจาตุรนต์

พันเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตนจาตุรนต์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ (พระอนุชาร่วมพระชนกชนนีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และ หม่อมราชวงศ์สว่าง จักรพันธุ์

ประสูติ ณ พระราชวังเดิม ธนบุรี เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2426 โดยทรงมีพระนามเดิม คือ พระองค์เจ้า ออศคารนุทิศ จบโรงเรียนนายร้อยทหารบก ทรงผนวชที่วัดบวรนิเวศน์ จำพรรษากับสมเด็จฯเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปีพุทธศักราช 2447 ครบพรรษาทรงลาผนวชได้บรรจุเป็นนายร้อยตรีแห่งกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ และได้เลื่อนตำแหน่งเรื่อยมา อาทิ เป็นนายร้อยเอกประจำแผนกที่ 2 กรมเสนาธิการทหารบก แล้วยังเป็นนายทหารองครักษ์ติดตามพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ คราวเสด็จประพาสราช อาณาจักรไทยตั้งแต่ปี 2447-2453

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ ปีพุทธศักราช 2453 โปรดเกล้าฯให้เป็นพันตรี เป็นราชองครักษ์ วันที่ 11 พฤศจิกายน ปีนั้นเอง โปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตนจาตุรนต์
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้เป็นราชองครักษ์ และดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ครั้งหนึ่ง ครั้นทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2447 รัฐสภาลงมติแต่งตั้งเป็นประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระเจ้า อยู่หัวอานันทมหิดล

เป็นที่น่าเศร้าโศกยิ่งนักโดยเฉพาะในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ ระบอบราชาธิปไตยถูกเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย ประกอบความกับไม่สบายพระทัย ทรงปลงพระชนม์ชีพตัวเองด้วยอาวุธปืน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2478 ขณะพระชนมายุเพียง 52 พรรษา เท่านั้น

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตนจาตุรนต์ ทรงมีพระโอรส 2 พระองค์ พระธิดา 2 พระองค์ หม่อมเจ้าดวงตา หม่อมเจ้าคัสตาวัส หม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ และ หม่อมเจ้าลุอิสาณ์

nakha58-30-Luisa-Disakul
nakha58-31-Luisa-Disakul

เกร็ดย่อย ร้อยเรื่อง

เอนก นาวิกมูล

เสมียรกุหลาบฟันขาว ห้างสี่ตา

เมื่อ พ.ศ. 2529 ผมได้เคยเขียนเรื่อง ก.ศ.ร.กุหลาบ ลงพิมพ์ในหนังสือ “วิทยบริการ” ของสถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้หัวข้อเรื่องยืดยาวราว ๆ ศอก ว่า “หนังสือประหลาด พบปี 2529 ก.ศ.ร.กุหลาบ พิมพ์หนังสืองานศพให้ตัวเองก่อนตาย 20 ปี” (ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2529) ปีใหม่ 2533 นี้

ผมลองเอาสมุดโน้ตต่าง ๆ มาอ่านทบทวนเพื่อหาเรื่องเขียนอีก เห็นว่าเรื่อง หนังสืองานศพ ก.ศ.ร.กุหลาบ ที่เขียนไปคราวก่อนยังเขียนย่อ ๆ ต้องตัดรายละเอียด ที่น่าสนใจบางตอนไป ผมเสียดายว่าส่วนที่ ยังไม่ได้ลง สมควรเอาลง จะได้เพิ่มความรู้ความสนุกออกไปยิ่งขึ้น บัดนี้ผมจึงขอนำ เรื่องส่วนที่ยังไม่ได้เขียน หรือเขียนไว้ย่อ ๆ มาขยายความต่อไป

 นะคะ58 : เสมียรกุหลาบฟันขาว

ก่อนจะเข้าตัวเรื่อง ต้องขอตกลงอะไรกับท่านผู้อ่านพอได้ทราบได้เข้าใจสักเล็กน้อย กล่าวคือ ในเรื่องที่เขียนครั้งก่อน ผมได้สรุปประวัติหนังสือและประวัติ ก.ศ.ร.กุหลาบไว้เรียบร้อยแล้ว แม้เมื่อเขียนถึง ก.ศ.ร.กุหลาบ ในเรื่องอื่น ๆ ที่อื่น ๆ ก็ต้องพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ หลายหน เมื่อจะต้องมาเขียนถึงบุคคลคน เดียวกันในเรื่องใกล้เคียงกันอีก ผมจึงรู้สึกว่าครั้งนี้เห็นจะพอแล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรให้ ซ้ำซากยืดยาวอีก สรุปเอาแต่เพียงว่า ก.ศ.ร. กุหลาบ เป็นนักเขียน นักทำอะไรแผลง ๆ มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็น นักบันทึกนักเขียนที่แสนขยัน และถ้าจะให้ใกล้ชิดเข้ามาถึงปัจจุบันมากขึ้นก็ต้องบอกว่า ก.ศ.ร.กุหลาบ เป็นญาติชั้นทวด ๆ ของคุณ “มนันยา” นักเขียนหญิงที่เราคุ้นเคย

เกิดวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2377 ถึงแก่กรรมวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2464 กลางสมัย ร.6 อายุ 87 ปี

เมื่อ พ.ศ. 2444 ก.ศ.ร.กุหลาบ ได้พิมพ์ หนังสือแจกงานศพของตัวเองขึ้นมา 1 เล่ม 132 หน้า เขียนประวัติชีวิตอันพิสดารไว้ยืดยาว (พ็อคเก็ตบุ๊ค) หนังสือเล่มดังกล่าว ปัจจุบันต้องถือว่าเป็นหนังสือหายาก ยากที่ใครจะมี เพราะแม้ผู้เป็นทายาทก็ดูเหมือนจะไม่มีเก็บ ห้องสมุดต่าง ๆ เท่าที่ผมตรวจตรามาก็ไม่มี ในคลัง หนังสือเล่มนี้มีพบแต่ที่หอสมุดใหญ่ อันเรียกว่า สถาบันวิทยบริการ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แห่งเดียวเท่านั้น ?

 นะคะ58 : เสมียรกุหลาบฟันขาว
 นะคะ58 : เสมียรกุหลาบฟันขาว

เริ่มต้นจากประวัติต้นวงศ์ นายกุหลาบ กล่าวว่า ตามความที่ผู้เฒ่าเล่ามา พระทุกขราษฎร์ กรมการเมืองนครราชสีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาไปได้บุตรีท่านผู้ว่าราชการเมืองภูเขียวมาเป็นภรรยา รับมาอยู่กินที่บ้านริมประตูพายัพเมืองโคราช พระทุกขราษฎร์มีบุตรหญิงบุตรชายเป็นจำนวนหลายคน ถึงตรงนี้นายกุหลาบได้ลำดับรายชื่อตระกูลวงศ์ไว้ยึดยาว เมื่อผมไปอ่านในห้องสมุดของสถาบันวิทยบริการนั้น ผมมีเวลาน้อย คำนวณดูแล้วเห็นท่าจะลอกมาหมดไม่ไหว (ถ่ายเอกสารไม่ได้เพราะหนังสือจะชำรุด ฉะนั้น
ท่านจะไม่ได้เห็นรูปร่างหน้าตาของหนังสือเล่มนี้เลย ยกเว้นแต่ไปขอดูด้วยตนเองเท่านั้น) เพื่อให้เหมาะแก่เวลาอันจำกัด ผมจึงรวบรัดตัดความ ทำเลขหน้าเอาไว้ทุกหน้า หน้าไหนน่าสนใจก็ลอกเต็มความ หน้าไหนไม่น่าสนใจ ก็ปล่อยกระดาษทิ้งว่างไว้ หวังว่ามีโอกาส ย้อนกลับเมื่อใด จะไปลอกเติมให้เต็ม แต่จนบัดนี้ ปรากฏว่ายังไม่มีโอกาสไปค้นคว้า ที่สถาบันวิทยบริการอีก

ประวัติเชื้อสายนายกุหลาบเมื่อเห็นว่า ยาวนัก ผมจึงลอกข้ามมาถึงตอนที่ว่า ท่านอัน เป็นชั้นที่ 4 มีบุตรหญิงอีกคนหนึ่งเป็นชั้นที่ 5 ชื่อท่านตรุศ ท่านตรุศได้สามีชื่อท่าน ม.ร.เสง (หมายถึงมิสเตอร์หรือไร ไม่ทราบ ?) ท่านเสงกับท่านตรุศมีบุตรชายหญิงรวมทั้งสิ้น 13 คน ถือเป็นชั้นที่ 6 บุตรที่ 13 นั้นคือนายกุหลาบผู้เขียน

นายกุหลาบเกิดเมื่อ สมัยรัชกาลที่ 3 พออายุได้ 4 เดือน พ่อกับแม่ก็เกิดวิวาท บาดหมางถึงขั้นแยกทางกัน ท่านเสงหนีไปมีเมียใหม่ชื่อทับ เป็นลาวชาวแก่นขนุนใกล้บ้านสีทา จ.สระบุรี ว่าถึงกรณีกำเนิดนายกุหลาบ เรื่องมีออกน่าสนใจน่าทึ่งมาก นายกุหลาบ ถือกำเนิดที่โรงนาแถวบางพรหม ใกล้บางระมาดฝั่งธนบุรี เสียดายตอนนี้เขียนไปแล้ว ในหนังสือวิทยบริการ ผมไม่ขอเขียนซ้ำ ขอตัดข้ามไป สรุปเอาเป็นว่าเมื่อตอนคลอดนายกุหลาบ เกิดลางไม่ดีมีนกแร้งมาจับเรือเมื่อทราบถึงหมู่ญาติทั้งปวงแล้ว ต่างพากัน ลงเนื้อเห็นว่า “ทารกนั้นเป็นบุตรอุบาทว์แต่พาศนาบิดามารดา สาขาคณาญาติเลี้ยงไม่ได้เป็นแน่ เว้นเสียแต่ท่านผู้มีวาศนา บรรดาศักดิ์สูงจึงจะเลี้ยงได้”

เมื่อคิดเห็นตกลงปลงใจกันดังนั้นแล้ว เมื่อท่านมารดาออกไฟแล้วนั้น ท่านหนิหรือเหมน พี่สะใภ้ท่านตรุศ (เป็นภรรยานายเกษ ว่าที่หลวงราชเสวก) เป็นชาววังเคยเข้านอกออกในอยู่เสมอ ๆ มีความคุ้นเคยกับเจ้านายฝ่ายข้างในมากมาย จึงได้แนะนำ ท่านตรุศน้องเมียว่าตนจะรับเป็นธุระพาท่านตรุศ นำบุตรชายท่านตรุศ (คือนายกุหลาบ) ไปถวายพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงกินรี (พระราชธิดา ร.3) ให้ท่าน ทรงรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ต่อไปภายหน้าท่านจะได้จัดบวชเป็นการกุศลตามที่ทรง ปรารถนา พอหารือตกลงกันได้ ถึงวันอันสมควรทั้งหมดก็ได้ไปเข้าเฝ้าพระองค์ เจ้าหญิงกินรี ๆ ทรงยินดีปราโมทย์ ก็ทรงรับทารกอายุ 4 เดือนเอาไว้ นับแต่นั้น ทารกที่ชื่อกุหลาบก็ได้ไปเติบโตอยู่ในวังหลวง เป็น เรื่องประหลาดและมีคุณแก่ตัวนายกุหลาบ อย่างยิ่งคือทำให้นายกุหลาบได้รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ภายในวังหลวงมากมายมหาศาล

nakha58-35-Clerk-Rose
nakha58-36-Clerk-Rose

Model

นาตาชา เปลี่ยนวิถี

แต่งหน้า-แต่งผม

สมนึก คุณากรกานต์

ถ่ายภาพโดย

วิรุฬห์ ส่งเสริมสวัสดิ์, สมภพ พรบรรเจิด, ปิยมิตร ขบวนโยธิน

ประสานงาน

รังสิมา พหุโล, ทิพวรรณ อำพันแสง

 นะคะ58 : นาตาชา เปลี่ยนวิถี  นะคะ58 : นาตาชา เปลี่ยนวิถี  นะคะ58 : นาตาชา เปลี่ยนวิถี  นะคะ58 : นาตาชา เปลี่ยนวิถี  นะคะ58 : นาตาชา เปลี่ยนวิถี  นะคะ58 : นาตาชา เปลี่ยนวิถี  นะคะ58 : นาตาชา เปลี่ยนวิถี  นะคะ58 : นาตาชา เปลี่ยนวิถี

CocaCola

 นะคะ58 : CocaCola

ประติมากรรม

คุณไข่มุกด์ ชูโต

สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “เกิดวังปารุสก์ สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช” มีข้อความเกี่ยวกับ สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ดังนี้

 นะคะ58 : สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
 นะคะ58 : สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร

สมเด็จย่าใหญ่ พี่สาวท้องเดียวกันกับย่า เวลานั้นประทับอยู่ที่วังสระปทุม และท่านมีลูกที่ยังทรงพระชนม์อยู่ 2 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ซึ่งข้าพเจ้าเรียกว่า ทูลหม่อมอาหญิง ทูลหม่อมอาหญิงนั้นประทับอยู่ประจำที่พญาไทกับย่าของข้าพเจ้า และท่านเรียกย่าของข้าพเจ้าว่าเสด็จแม่ และ กลับเรียกแม่แท้ ๆ ของท่านว่าเสด็จป้า อันดูออกจะยุ่งเหยิงมาก ความจริงเป็นเพราะบรรดาลูก ๆ ของสมเด็จย่าใหญ่รวมทั้งทูล หม่อมลุงองค์ใหญ่ (สมเด็จพระบรมโอรสา ธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ) ก็ได้พากันสิ้นพระชนม์ไปแต่ยังทรงพระเยาว์เป็นส่วนมากทูลหม่อมอาหญิงจึงเลยเปลี่ยนมาเป็นลูก ของย่าเสียแทน เมื่อข้าพเจ้ายังเด็กๆ อยู่จำได้ว่า ทูลหม่อมอาหญิงนั้นท่านทั้งงาม ทั้งเก๋ ข้าพเจ้าชอบไปเฝ้าท่านบ่อย ๆ ท่านทรงมีห้องประทับอยู่ทางอีกด้านหนึ่งของตำหนักพญาไท ท่านมีหนังสืออังกฤษประกอบรูปเป็นอันมากซึ่งข้าพเจ้าชอบดูและ เพราะข้าพเจ้าอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ท่านก็ทรงแปลและอธิบายถึงรูปต่าง ๆ ให้ข้าพเจ้าฟังเสมอ

ทูลหม่อมอาหญิงท่านทรงมีน้องชายเหลืออยู่พระองค์เดียวคือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ซึ่งข้าพเจ้าเรียกว่า ทูลหม่อมอาแดง

 นะคะ58 : สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
 นะคะ58 : สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร

การสถาปนาพระอิสริยยศโดยลำดับ
* เนื่องจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ทรงเป็นพระขนิษฐภคินีที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความ เมตตารักใคร่ และจากการที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฝ่ายในซึ่งสมควรที่จะ ได้รับการสถาปนาให้ทรงกรม ประกอบกับ พระราชกิจต่าง ๆ ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลย อลงกรณ์ทรงทำไว้ในราชการฝ่ายใน จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ นรินทรเทพยกุมารี ให้ทรงกรมเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์นรินทรเทพยกุมารี กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธรดังมีรายละเอียดดังนี้คือ

อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า สมเด็ พระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์นรินทรเทพยกุมารี เป็นพระขนิษฐภคินี อันมี ความคุ้นเคยยิ่งกว่าพระภคินีพระองค์อื่น ตั้งแต่ยังทรงมีพระเยาว์มาประหนึ่งว่าเป็นพระราชโสทรภคินีพระองค์ 1 ได้ทรงสังเกตเห็นพระอัธยาศัยตลอดมา จึงทรงทราบชัดว่า สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอฯ กอปรไปด้วย พระปรีชาสามารถในทางศึกษา ทรงรอบรู้ในศิลปวิทยาต่าง ๆ อันสมควรแก่ขัตติยราช กุมารี ทั้งทรงมีความไหวพริบและสามารถ ในกิจการต่าง ๆ ตามแบบอย่างพระบรมราชวงศ์ฝ่ายใน มีพระหฤทัยซื่อตรงจงรักภักดี และได้ทรงอุตสาหะปฏิบัติกิจการในส่วนพระองค์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราช ชนนี มิได้เห็นแก่ความยากลำบากแก่พระองค์ ได้ทรงช่วยบันดาลราชการฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง ให้ดำเนินไปโดยสะดวกเรียบร้อย นับว่าได้ทรงช่วยผ่อนพระราชภาระอันใหญ่ แห่งสมเด็จพระบรมราชินีได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งทำให้เป็นที่พอพระราชหฤทัยแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง

 นะคะ58 : สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
 นะคะ58 : สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
 นะคะ58 : สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
 นะคะ58 : สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร

คอฟฟีเมตเนสกาแฟ

 นะคะ58 : คอฟฟีเมตเนสกาแฟ

สองช้อนโต๊ะ

รุ่งโรจน์ ศรีสวสดี

พริ้มพราย สุพโปฎก

มือไม่เคยเปื้อนชอล์ค

19 ปีบนถนนกระดานดำแลฝุ่นชอล์คริมเส้นทางวิภาวดี-รังสิต ที่คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ ก่อตั้งโรงเรียนไผทอุดมศึกษา เธอ-นั่งโต๊ะฝ่ายการเงินตอนนักเรียนมีแค่ร้อยกว่าหัว ไต่เต้ามาด้วยความไว้วางใจถึง ตำแหน่งผู้จัดการพร้อมยอดหัวนับได้สามพันห้าร้อยกว่าแล้ว

ปีนี้ เธอคว้ารางวัลผู้บริหารโรงเรียนดีเด่นไปหมาดๆ
เป็นรางวัลของสมาคมครูโรงเรียนราษฎร์แห่งประเทศไทยคัดเลือกจากโรงเรียนทั่วประเทศเอาแค่ 9 คน ทั้งที่มือไม่เคยเปื้อนชอล์ค…

 นะคะ58 : พริ้มพราย สุพโปฎก
 นะคะ58 : พริ้มพราย สุพโปฎก

คุณพริ้มพราย สุพโปฎก (สกุลเดิม-ตันหยงมาศ) หรือ “พี่เปา” ของคณะครู ท้าวความตั้งแต่แถวนั้นยังเป็นทุ่งรังสิต
“อันนี้คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ท่านตั้งขึ้นมาให้ลูกหลานช่วยๆกันทำ อยากให้มีสถานศึกษาแถวนี้ เป็นสถานศึกษาที่ดี อบรมเด็กให้พร้อมด้วยการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสำคัญ ที่สุดคือด้านคุณธรรม ทางโรงเรียนเราเน้นหนักมาก เรามีสโลแกนว่า “เลี้ยงลูกท่านให้เหมือนลูกเรา”

ครั้งแรกเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการเงิน ท่านประธานคือคุณอรุณ ทัพพะรังสี มาตอนหลังนี้ถึงเลื่อนเป็นผู้จัดการ ก็พยายามพัฒนาสิ่งใหม่ๆขึ้นมา นำเทคโนโลยี่ การบริหารใหม่ๆเข้ามาใช้ในโรงเรียนจนประสบความสำเร็จ ปี 2530 โรงเรียนเราได้เป็นผู้นำการใช้หลักสูตรประเภทมัธยมศึกษาปีนี้เราก็ได้เป็นโรงเรียนดีเด่นด้านประถมศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ตัวดิฉันเองก็ได้เป็นผู้บริหารดีเด่น”

คุณพริ้มพรายได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเก้าผู้บริหารดีเด่น ของสมาคมครูแห่งประเทศไทย โดยจะคัดเลือกจากครูโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศในแต่ละปี

“ดิฉันเป็นผู้บริหารที่ไม่มีปัญหากับครู เพราะดิฉันแทนตัวเองว่าพี่ตลอดเวลา ให้ความเป็นกันเอง เวลาใครมีปัญหาก็จะมาเล่าให้ฟัง เราต้องพิจารณาตัวเองตลอดเวลา ตอนที่จะไปประกวดผู้บริหารดีเด่น

ดิฉันก็ลองออกใบประเมินตนเองให้ครูกรอก ขอร้องให้เขาบอกตามตรง ผลออกมาก็ไม่เลว ไม่ได้หมายความว่าเขาชมเราตามมารยาท เพราะ หลายๆอย่างที่เขาประเมินก็ค่อนข้างตรงกับนิสัยตัวเอง”

โรงเรียนไผทอุดมศึกษามีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึง ม.3
“การจัดการเรียนการสอนที่นี่ ดิฉันไม่ได้เน้นหนักวิชาการอย่างเดียวนะคะ มีกิจกรรมให้เขามากมาย อยากให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีติด ตัวไป กิจกรรมของเราจึงมีมาก”

ในสมุดบันทึกของเธอ และบอร์ดเขียวริมทางเท้าภายในโรงเรียน เราเห็นโครงการนับได้ถึง 60-70 โครงการ
“ทุกอย่างเลยนะ ความสะอาด ระเบียบวินัย คุณดูสิเราไม่ซื้อของหาบเรริมถนน ทั้งที่มีมากแถวนี้ จะขึ้นรถก็ต้องเข้าแถว เข้าคิวซื้ออาหาร ผมเผ้าการแต่งกายต้องเรียบร้อย แล้วอย่างมารยาทไทยนี่ทุกคน ต้องสวัสดีหมด เจอแขกไปใครมาต้องสวัสดีหมด สวัสดีกันเอง นักเรียนเล็กต้องสวัสดีนักเรียนโตกว่า แล้วเก็บอะไรได้ต้องมาคืนมาส่งหมด

 นะคะ58 : พริ้มพราย สุพโปฎก
 นะคะ58 : พริ้มพราย สุพโปฎก

สองช้อนโต๊ะ

เล็บมือนาง

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

คนหมดโลก ป่าก็กลับมาอีก

น่าเชื่อถือนักหรือ ที่ผู้อำนวยการสร้าง หรือผู้กำกับการแสดงชาวไทยสักคนหนึ่ง ถึงขนาดลั่นวาจาว่า จะสร้างภาพยนตร์สักเรื่องเพื่อส่งประกวดชิงรางวัลออสการ์ ซึ่งเป็นสุดยอดของ รางวัลในโลกภาพยนตร์ อย่าว่าแต่จะมือใครเชื่อเลย แค่ข่าวตีพิมพ์ออกไปอย่างนั้นก็กลายเป็นเรื่องน่าขันแล้ว

ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องชวนหัว แต่เป็นเรื่องจริงและเป็นไปแล้ว เพราะใครสักคนหนึ่งที่กล้าประกาศเช่นนั้น เป็นหม่อมเจ้า ชาตรีเฉลิม ยุคล (ท่านมุ้ย)

“นี่เป็นความจริงที่สุด ชนะหรือแพ้ช่างหัวมัน ก็ส่งอยู่ดี”

“คนเลี้ยงช้าง” ถูกสร้างเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ ด้วยลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากภาพยนตร์ต่างประเทศอื่นๆ ทรงชี้ให้เห็นว่า “ที่แปลกกว่าก็ที่ชีวิตแบบไทยๆ ท้องฟ้าเราก็ผิดจากที่อื่น ภูเขาก็ผิดกว่าที่อื่น”

การประกวดภาพยนตร์ชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 62 คน เลี้ยงช้างเป็น 1 ใน 37 เรื่องที่ส่งเข้าชิงรางวัลสาขาภาพยนตร์ ต่างประเทศยอดเยี่ยม ถึงไม่ได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัลดังกล่าวขอเป็นเพียง 1 ใน 5 เรื่องสุดท้ายก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้ว

 นะคะ58 : หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
 นะคะ58 : หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

ทำไมผู้สร้างหนังไทยจึงกลัวที่จะสร้างหนังดี ๆ ออกมา
ขาดทุนฮะ หนังดี ๆ ที่ทำออกมา ปีแล้วก็มี “คนทรงเจ้า” ค่อนข้าง จะดี แต่ก็ไม่ค่อยได้เงิน อันนี้ก็ไม่ทราบว่าทำไม ผู้สร้างทุกคนต้องการที่จะสร้างหนังดีมีคุณภาพ แต่หนังดีต้องใช้เวลานาน ต้องใช้เงินมาก ก็เลยไม่มีใครกล้าเสี่ยง เพราะถ้าเผื่อเสี่ยงไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะคุ้มหรือเปล่า ยิ่งตลาดหนังตอนนี้ โรงหนังถูกทุบเป็นโรงเล็ก ๆ แล้วก็ไม่ว่าจะทำหนังดีแค่ไหนก็ตาม หรือใช้เงินมากแค่ไหนก็ตาม เงินที่จะได้คืนมามันเท่าเดิม ต่างจังหวัดเราขายก็เท่านี้ มันจะไม่มีการมากกว่านี้ อย่างผมทำสิบล้าน เวลานี้ผมก็มองเห็นแล้วว่าผมจะขาดทุนไปประมาณห้าล้าน ผมขายสายหนังสมมติว่าได้สายละล้าน แปดสายก็แปดล้าน เพราะสิบล้านนี่ยังไม่รวมค่าโฆษณาอีกประมาณสองล้าน รวมเป็นสิบสองล้าน เวลานี้เรามองเห็นว่าอาจจะได้คืนมาแปดล้าน แปดล้านนี้ยังไม่ได้มานะ อันนี้จะขาดทุนเห็น ๆ สี่ล้าน ถ้าในกรุงเทพฯเราทำเงินสี่ล้าน ก็หมายความว่าเราขาดทุนสองล้าน ต้องได้อีกแปดล้านถึงจะเสมอตัว ถ้าได้เก้าล้านก็กำไรห้าแสน เพราะครึ่งหนึ่งต้องแบ่งให้โรงหนัง

ซึ่งเงินสิบล้านสิบสองล้าน ถ้าเอาเข้าธนาคารไว้ในระยะเวลาเท่าที่ท่านมุ้ยใช้ถ่ายหนัง คงได้ดอกเบี้ยไม่น้อยเหมือนกัน
ฮะ แต่ถ้าเผื่อเราเกิดฟลุ้คขายเมืองนอกได้ ก็อาจจะได้ประมาณสามล้านเหรีย

ที่ขายให้เยอรมัน….
อันนั้นได้ล้านกว่าเหรียญ

ชาวต่างชาติ ไม่ว่าเยอรมันก็ดี หรืออเมริกาก็ดี ไม่ทราบเขามอง ภาพยนตร์ไทยอย่างไร
เรามันไม่อยู่ในสายตาเขาเลย เหมือนกับที่เรามองไม่เห็นว่าหนังอินโดนีเซียเป็นยังไง ไม่อยู่ในสายตาเราหรอก เพราะฉะนั้นการที่เราส่งไป หนึ่ง-เขาจะรู้ว่าอ้อ เมืองไทยสร้างหนังด้วย เพราะส่วนใหญ่ เขาไม่รู้ อย่างประเทศฟิจิ เราไม่มีทางรู้เลยว่าฟิจิสร้างหนังหรือเปล่า หรืออย่างซูดาน หรือประเทศในไอเวอรี่ โคสต์ หนังบางเรื่องมันดี มาก ๆ หรือบอสวาน่า เขาก็สร้างหนังออกมา แล้วก็ฮิตได้เงินเป็นพันล้าน เรื่อง God must Be Crazy ไงฮะ เป็นหนังของบ่อสวานา เฉพาะภาคหนึ่งนะฮะ ภาคสองอเมริกาเอามาทำ เพราะฉะนั้นในสายตาของต่างประเทศ หนังไทยจึงไม่อยู่ในสายตาของเขา เพราะฉะนั้นโรงหนังที่เราจะไปฉายคงเป็นโรงหนังตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพราะนักศึกษาจะดูหนังต่างชาติมาก แล้วก็คงเป็นพวกเคเบิลทีวี

ไม่คิดจะสร้างหนังไทยโดยใช้ดาราต่างประเทศบ้าง
คิด เคยคิดอยู่ ถ้าเผื่อมีเรื่องดี ๆ ก็คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย แต่ก็ไม่แน่นะ อย่างเรื่องวาสนา ถ่ายเมืองนอกทั้งเรื่อง

nakha58-60-Chatrichalerm-Yukol
nakha58-62-Chatrichalerm-Yukol

ยังจำติดใจ

แพวนาก

พราวตา ดาราเรือง

บอกลูก-ชีวิตไม่เป็นเช่นนี้ ตลอดไป

พราวตา ดาราเรื่อง
นามนี้ยังอยู่ในความจำของใครบ้าง
นักร้องรุ่นเดียวกับฉันทนา กิติยพันธ์ อารยา-ปาริชาติ ฉายาลักษณ์
แม้เธอบินข้ามฟ้าข้ามทะเลไกล คาบเหยื่อมาป้อนลูกสาม–คนเดียว
เปรียบประดุจนกสีเหลืองบาดเจ็บ
บนเวทีหอประชุม ม.ธรรมศาสตร์และที่อื่นบางที่
เธอขับขานเพลง “นกสีเหลือง” ด้วยน้ำตานอง
— ทุกครั้ง —

 นะคะ58 : พราวตา ดาราเรือง

ร้องครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ปี 2526 ในงาน 50 ปีธรรมศาสตร์ เขาบอกว่าที่เลือกให้เป็นคนร้องเพลงนี้เพราะว่าคุณพ่อเป็นธรรมศาสตร์คนหนึ่งเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่ง เมื่อ 14 ตุลา พอดีทำงานอยู่แถวนั้น ร้องเพลงอยู่ที่โรฟิโน่ ช่วงที่อัดเสียงก็ มีอารมณ์กับเพลงนี้มาก อัดเสียงตอนกลางคืน ร้องแล้วก็ร้องไห้ คือภาพที่เห็นในวันนั้นมัน ยังติดอยู่ในใจ พอร้องที่ธรรมศาสตร์วันนั้น ก็ประสบความสำเร็จมาก พอมาถึงงานนักเขียนก็จะให้ร้องเพลงนี้อีก แต่ปกติก็จะชอบเพลงนี้อยู่แล้ว ทุกครั้งที่ร้องจะเห็นภาพทุกครั้ง

 นะคะ58 : พราวตา ดาราเรือง
 นะคะ58 : พราวตา ดาราเรือง
 นะคะ58 : พราวตา ดาราเรือง
 นะคะ58 : พราวตา ดาราเรือง
 นะคะ58 : พราวตา ดาราเรือง
 นะคะ58 : พราวตา ดาราเรือง

ครั้งหนึ่ง...นานมาแล้ว

ซ่อนกลิ่น

สวลี ผกาพันธุ์

เธอชื่อเซอรี่ ฮอฟฟ์แมน สาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง ครั้งยังสาวสวยน่ารักอย่างในภาพ เคยรับบทเป็นนางเอกละครเวทีมาแล้วหลายเรื่อง ละครเวทีที่ส่งชื่อเธอเป็นที่รู้จักจนใครต่อใครหลงใหลพจมาน สว่างวงศ์ กันทั้งเมือง คือ “บ้านทรายทอง” เธอได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับพจมานคนแรก คนรุ่นก่อนที่ทันได้ดูกล่าวขวัญกันว่าเธอสวมบทได้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู และผมเปียถักตามอย่างนางเอกในท้องเรื่องก็กลายมาเป็นทรงฮิตของสาวทั้งเมืองในเวลานั้น

แต่ความสามารถที่ส่งชื่อเธอเป็นประกายโรจน์มาตลอดข้ามยุคข้ามสมัยคือน้ำเสียงระฆังเงิน เป็นนักร้องแผ่นเสียงทองคำที่ครองความอมตะมาจนปัจจุบัน ใครๆก็ชื่นชอบน้ำเสียงไพเราะของ สวลี ผกาพันธุ์ กันทั้งนั้น

(ปกศรีสัปดาห์ปีที่ 3 ฉบับที่ 112 ประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2496)

 นะคะ58 : สวลี ผกาพันธุ์

นิตยสารนะคะ 58 : เพ็ญพักตร์ ศิริกุล

ปีที่ 5 ฉบับที่ 58 กุมภาพันธ์ 2533

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Photobook

Highlight

Random

มิสไทยแลนด์เวิลด์ [2]

มิสไทยแลนด์เวิลด์ เบื้องหน้า เบื้องหลัง…. มิสไทยแลนด์เวิลด์ สี่สีแพรวพราวทั้งเล่ม… เนื้อหาเด่น

On Key

Related Posts