สุดสัปดาห์ 172 : โอ-วรุฒ วรธรรม
Sudsapda Magazine ปีที่ 8 ฉบับที 172 1 เมษายน 2533
รอคอย
จิตใต้สำนึก ลึกกว่าทะเลฟรอยด์ คอย คอยความรักกว้างกว่ากว้าง แคบกว่ารัก ไม่ใช่รัก
Model
โอ-วรุฒ วรธรรม, นัฐวุฒิ เกตุตระกูล
แต่งหน้า
ทองหล่อ ฉิมเจริญ
ทำผม
สมพร ธิรินทร์
ถ่ายภาพ
วิรัช จัตตุวัฒนา
ประสานงาน
ณัฐ ประกอบสันติสุข
รถด่วน ...0:01 น.
"เครียด"
โลกกลม ๆ ใบนี้นับวันจะมีแต่แรงอัดแรงบีบทวี ตัวมากขึ้นทุกวัน จากสภาพที่เคยกลมเกลา ราบเรียบ ต้องกลับ และน่ารื่นรมย์กับสรรพสิ่งที่มีอยู่อย่างลงตัว สภาพกลายเป็นโลกบูด ๆ เบี้ยว ๆ มีเรื่องราวสัพเพเหระ ของสรรพสิ่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสาเหตุใหญ่มาจากสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่า “คน” หรือที่เรียกขานให้ฟังเข้าทีอีกนิดก็คือ“มนุษย์”
จันทนา นาครัตน์ / ปีเตอร์ แอนโทนี่ ฝนทิพย์ วัลยะเสวี
จันทนา นาครัตน์ / ปีเตอร์ แอนโทนี่ / ฝนทิพย์ วัลยะเสวี / ไกรภพ จันทร์ดี / รัญญา ศิยานนท์
เบื้องหลัง... เบื้องลึก
เนื้อทอง : เรื่อง
“เบื้องหลังโฆษณา... เบื้องหน้าแสงระวี"
ช่วงลมร้อนที่กำลังผะผ่าวเข้ามา การต่อสู้ในเรื่องโปรโมทสินค้านานับประเภทได้เกิดขึ้นค่อนข้างเข้มข้นกว่าฤดูกาลอื่น ๆ เฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มดับร้อนผ่อนกระหายทั้งหลายทั้งปวง จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าในช่วงนี้ยามมีเวลาพอที่จะนั่งเฝ้าหน้าจอที.วี. ไม่ว่าจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปช่องไหน หมายเลขใด สายตามีอันต้องประสบกับภาพยนตร์โฆษณากาแฟเย็นยี่ห้อหนึ่งที่ต้องมีการขยับเขย่าให้เข้าน้ำเข้าเนื้อเพื่อรสชาติอันจะนำมาซึ่งการดับกระหายคลายร้อน
หนึ่งในแคมเปญยักษ์เพื่อการโปรโมชั่นกาแฟยี่ห้อนี้ ซึ่งกำลังเป็นที่ติดตาตรึงใจผู้ชมทั่วไป โดยเฉพาะหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ คือภาพยนตร์ของเนสกาแฟ เอ็กซ์ตร้า เช็ค (NESCAFE EXTRA SHAKE) ในชื่อเรื่อง น้ำพุในกระจก (FOUNTAIN IN THE MIRROW) ซึ่งเป็นคอนเซ็ปท์ต่อเนื่องจากภาพยนตร์ปีที่แล้ว โดยมีพรีเซ็นเตอร์ (PRESENTOR) เป็นเช็คเกิร์ล (SHAKE GIRL) เป็นตัวเดินเรื่อง ในปีนี้สาวน้อยเช็คเกิร์ลที่ออกมาโชว์ลีลาหน้าจอที.วี. ได้แก่ แสงระวี อัศวรักษ์ มิสไทยแลนด์ เวิร์ลด์1986
แสงระวี อัศวรักษ์ เองก็มิได้หนักอก หนักใจกับส่วนนี้เท่าใดนัก
“ไม่หนักใจเรื่องเต้น เพราะมีพื้นฐาน แต่หนักใจเรื่องชุดที่ใส่กลัวจะออกมาโป๊ ครั้งแรกถามพี่หง่าวว่าโป๊มั้ย…พี่หง่าว บอกว่าไม่โป๊หรอก ปีที่แล้วเป็นชุดว่ายน้ำ แต่ปีนี้เป็นเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนขาสั้น แต่ไม่ได้คิดว่าจะสั้นมากขนาดนี้…มันเป็นความบังเอิญ คือว่าครั้งแรกที่ลองชุดให้เจ้าของสินค้าดู เขาเอากางเกงเอว 24 ซึ่งเป็นขนาดเอวจุ๋มมาให้ แต่ปรากฏว่าดึงไม่ขึ้นเพราะติดต้นขา จุ๋มเรียกให้เอากางเกงตัวใหม่มาก็ไม่มีใครเอามาให้ จุ๋มก็เลยฉีกตรงต้นขาเสียเอง พอเจ้าของสินค้าเรียกออกไปดู เค้าก็บอกว่าแหวกตรงนี้ (ชี้ไปที่ต้นขา) ใช่เลย ก็เลยต้องตัดเล็มให้มันดูเก๋ขึ้น ส่วนเสื้อก็เป็นผ้า ลูกไม้โปร่ง ๆ ที่ตัดให้สั้นขึ้น เซ็กซี่ขึ้น
หนทางสู่ที่ที่ไม่มี
Model
จิรศักดิ์ แสงโชติ
แต่งหน้า
ทองหล่อ ฉิมเจริญ
ทำผม
สมพร ธิรินทร์
ถ่ายภาพ
วิรัช จัตตุวัฒนา
ประสานงาน
ณัฐ ประกอบสันติสุข
SOGIO AND D'ANGELO
Model
นาตาช่า คอฟแมน, เยลลี่ ริคอลเดล, จอย ติตัส, อังคณา ทิมดี, เพ็ญพักตร์ ศิริกุล
ถ่ายภาพ
สุเมธ วิวัฒน์วิชา
แต่งหน้า, ทำผม
หนุ่ย + หน่อง
สัมภาษณ์
มนทิรา
สันติสุข พรหมศิริ
ตัวจริงและสิ่งที่เป็นอยู่
บ่อยครั้งที่ตัวตนจริงของดารากับภาพที่ปรากฏแก่สายตา ไม่ว่าจะเป็นทางจอหนัง จอที.วี. หรือบนเวที มักจะเป็นภาพที่ผิดแผกแตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะบทบาทที่ถูกกำหนดขึ้นมา ทำให้ดารา “เป็น” อะไรไปไม่ได้ นอกจาก “แสดง” ให้สมบทบาทของนักแสดง ที่ดี-ที่พึงกระทำ ส่วนตัวตนจริงนั้นเล่า แท้แล้วเขาก็คือปุถุชนคนหนึ่งที่มีชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดาสามัญทั่วไป
หนุ่ม-สันติสุข พรหมศิริ นักแสดงวัย 26 ผู้ผ่านการเล่นหนังมา 3 ปี บทบาทที่ได้รับมักเป็นบทของชายหนุ่มหน้าชื่อ ตาเศร้าเข้ากับบุคลิกภายนอกที่คนเห็น ทั้งที่ตัวจริงที่ปรากฏตรงหน้าและประจักษ์แก่สายตานั้น เห็นว่าเขาร่าเริง กระฉับกระเฉง และค่อนข้างจะวัยสะรุ่น
หลายกระแสเสียงมีความเห็นว่าจะเด็ดหน้าอ่อนกว่าตะละแม่แต่ละนางอีก
(หัวเราะทันที) ความจริงมันก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอแต่งหน้าแต่งเครื่องเข้าไปแล้ว มันอาจจะ แปลกตาสำหรับเขา เพราะว่าหนุ่มไม่เคยเล่นละครแต่งเครื่องอะไรอย่างนี้มาก่อน แล้วก็ไม่เคย เล่นละครเลย เล่นแต่หนัง เล่นหนังบทส่วนใหญ่ก็ได้เป็นพวกบทวัยรุ่น แล้วพอผู้หญิงเขามาแต่ง เครื่องอะไรนี่ เขาจะดูมีอายุกว่าผู้ชาย เพราะว่าถ้าโครงเขาใหญ่แล้วใส่เครื่องเข้าไป เขาจะดู แก่กว่า แต่จริง ๆ แล้วไปถามคนที่รู้มา เขาบอกว่าจะเด็ดจริง ๆ แล้วก็อย่างนี้ ไม่ได้มีอายุมาก หรืออะไร ก็เป็นคนหนุ่ม ๆ
รู้สึกไหมว่าเล่นเรื่องนี้แล้วผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างดี
ดีมากเลย จากที่เราเล่นหนังมา 3 ปี ก็มีคนรู้จักมั่งไม่รู้จักมั่ง แต่พอเล่นเรื่องนี้เรื่องเดียว คนรู้จักทั้งประเทศเลย ไปที่ไหน จังหวัดไหนคนก็รู้จัก ขนาดคนแก่ ๆ อายุ 70-80 ยังมานั่งรอบอก…อยากดูหน้า (พูดพลางยิ้มภูมิใจ) เพราะว่าเรื่องมันดังอยู่แล้ว แล้วคนก็รู้จักอยู่แล้ว เขาก็รอดูว่า เอ้อ ตอนนี้ใครจะมาเป็นจะเด็ดนะ ใครจะมาเป็นจันทรา แล้วที.วี.มันก็สื่อง่ายกว่าหนัง ทุกบ้านดูได้
เล่นหนังมาตั้ง 3 ปี มีคนไม่รู้จักสันติสุข เป็นไปได้หรือ
มี บางคนที่เขาไม่ดูหนังก็มี บางคนก็ไม่รู้จัก เพราะไม่เคยดูหนังไทย แต่ที.วี.นี่เขาเดินผ่านไปผ่านมาก็อาจจะผ่านตาบ้าง
ที่บอกว่าไม่ได้ดูหนังไทยเลย เพราะรู้สึกกับภาพพจน์ของหนังไทยอย่างไรคะ
น้ำเน่า (ตอบสั้น ๆ แล้วก็หัวเราะ) ไม่ชอบดูเล้ย บอก…อู๊ว…อะไร้…ชีวิตจะรันทดขนาดนั้น ไม่ชอบเลย เพิ่งมาชอบเอาก็ตอนที่เริ่มไปเล่นละครเป็นตัวประกอบ จำได้เลย เรื่องแรกที่ไปเล่นคือ “ระนาดเอก” เข้าไปในป่า บุกป่าฝ่าดงเข้าไป คือเข้าไปดูเขาน่ะ ว่าทำละครเขา ทำกันยังไง ไปเห็นกล้องเยอะแยะก็สนใจ ก็พอดีตัวขาด จะออกไปตามตัวก็เสียเวลา เขาก็เลยบอกให้เล่นแทนหน่อย บอก…เล่นนิดเดียว เดี๋ยวเดินไปเนี่ยแล้วก็โดนเขายิงตาย ก็เลยเอ้า เล่น ๆ ๆ แล้วตอนนั้นผมยาว ก็เล่นกว่าจะได้ถ่ายปาเข้าไปตี 5 แต่ไปถึงบ่ายสอง พอกลับมาบ้านบอก…ไม่เอาอีกแล้ว หูย รอตั้งนานกว่าจะได้ร้อยหนึ่ง (หัวเราะกันใหญ่) บอก…ในชีวิต นี้จะไม่สนใจอีกแล้ว ช่วงนั้นก็เริ่มมีงานถ่ายแบบก็ต้องตัดผม พอตอนหลังเขามาบอก ละครยังไม่จบนะ ยังมีต่ออีกตอนหนึ่ง อ้าว แล้วไปตัดผมมา เลยทำละครเขาโดด (หัวเราะ)
สมัยนั้นหนุ่มฮิปปีหรือ ไว้ผมยงผมยาว
ฮิปปี้ (ตอบเต็มเสียง) แต่งแบบ…พวกเฮฟวี่ น่ะ ตอนเป็นนักเรียนก็ซ่าแล้ว ใส่กางเกงบาน จนโดนครูเขาเอาแมวยัดเข้าไปในนี้ (ชี้ที่กางเกง) ซ่ามากตอนเป็นวัยรุ่น
มีวิธีสร้างอารมณ์ที่จะให้เป็นตัวละครนั้นได้อย่างไร
ก่อนอื่นก็ต้องอ่านบท อ่านไปสักเที่ยว-สองที่ยวให้รู้ว่าตัวละครตัวนี้มันเป็นยังไง อ่านหลาย ๆ ครั้ง อ่านหลาย ๆ อารมณ์ คือว่า วันนี้อาจจะอ่านในห้องน้ำ อ๋อ เรารู้สึกอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ แต่สมัยก่อนอ่านบนรถเมล์ คนเยอะ ๆ เราก็นั่งอ่าน (เล่ายิ้ม ๆ) แล้วถ้าเป็นคาแร็คเตอร์ที่แปลก ๆ อย่าง “คนทรงเจ้า” อย่างนี้ เราก็ต้องศึกษา อย่างตอนเล่นเรื่องนี้ก็ปลอมไปหาพวกเจ้า แล้วเราก็ดูหลาย ๆ เจ้าแล้วก็มาดูว่า อ๋อ โดยมากส่วนใหญ่ก่อนจะ พนมมือนี่เขาต้องจุดธูปก่อนหรือว่าอะไรก่อน แล้วเราก็มาแอพพลาย พอตอนถ่ายอีกทีเราก็ต้องมาดูกับผู้กำกับฯว่าเขาอยากได้ยังไง ๆ
แล้วเจ้าทั้งหลายไม่แปลกใจหรือที่เห็นสันติสุข ขึ้นตำหนัก
ก็…บางเจ้าจำได้ ชวนคุยเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ยอมเข้า (หัวเราะ) บางเจ้าก็จำไม่ได้ บางเจ้า ปลอมก็มี แบบ…เขาฟุบเดียวก็รู้เลยว่าปลอมเพราะเราเป็นนักแสดง เราเล่นหนังเรารู้น่ะ เวลาคนแกล้งแสดงหรือไม่จริงจัง
เรียกว่าก็ต้องลงทุนเยอะเหมือนกันนะคะ
เยอะ ก็เนี่ย-สมบุกสมบัน สาหัสสากรรจ์ ตอนถ่าย “เรือนแพ” ก็ต้องไปชกมวย ไปซ้อมมวย ชกกับนักมวยจริง ๆ กระดูกกระเดี๋ยวตอนนี้ ยังหักอยู่เลย หน้าแข้งเป็นปุ่ม ๆ ๆ เจอนักมวยจริง ๆ เขาไม่ยั้งนี่ เตะ….ป้าบ ๆ ๆ ตอนถ่ายนี่ ลุกไม่ขึ้นเลย ขาบวม…แต่มีเรื่อง “คนทรงเจ้า” เนี่ยที่สาหัสสากรรจ์ที่สุด เพราะว่ามันเป็นเพราะที่ถ่ายมันถ่ายยาก มีฉากน้ำท่วม ต้องผจญกับแมลง แล้วชาวบ้านแถวนั้นก็เป็นโรคตาแดงกันหมดเลย ก็ติดกันหมด เราก็ไม่กล้ามองตา (เล่าพลางหัวเราะ) แล้วห้องทรงก็เล็ก มีรูปมีอะไรเต็มแล้วต้องสูบบุหรี่ที 5-6 ตัว แล้วเป็นหนังก็ยิ่งไปกันใหญ่ คัทเสร็จเทคใหม่ ควันธูปก็เยอะ
มีหนังเรื่องไหนที่ประทับใจ ที่นึกถึงแล้วมีความสุข
เรื่อง “บุญชู” (ตอบทันทีไม่ต้องรอคิด) มันเป็นความชอบส่วนตัวมั้ง เพราะว่าดาราที่เล่น ทุกคนนี่ก็เพื่อนสนิทกัน-พวกซูโม่ แล้วเราเล่นกันมันก็เหมือนเป็นชีวิตจริง เพราะเราก็อำอะไร กันอย่างนั้นอยู่ทุกวัน มันก็เลยประทับใจ แล้วทีมงานก็เฮฮาสนุกสนาน-นี่หมายถึงบุญชู 1 นะ พอบุญชู 2, บุญชู 5 นี่มันเครียดแล้วน่ะ บุญชู 5 นี่เครียดมากเลย เป็นหนังตลกซึ่ง…ถ่ายแล้ว เส้นเต้นตุบ ๆ ๆ ไม่มีใครยิ้มเลย
แต่งกับดาราสาวที่แสดงหนังด้วยกันบ่อย ๆ ใช่ไหมคะ
ก็มีคนเดียว ไม่งั้นจะไปแต่งกับใคร (หัวเราะ) ถ้าแต่งก็ต้องแต่งกับคนนี้แหละ เพราะอยู่กันมา คบกันมาตั้ง 3 ปีแล้ว
ถามตรงๆ เลยแล้วกันว่าที่เขาบอกว่าสันติสุข เป็นแฟนกับจินตหราก็จริงนะคะ
ก็เป็นแฟน ก็สนิทกันมาเรื่อย ไม่เรียกว่า เป็นแฟน เป็นแบบ…
คนรู้ใจ
อืม เป็นคนรู้ใจไปแล้ว ก็อยู่ด้วยกันเพราะความสนิทสนม รู้จักนิสัยใจคอกันดี ถ้าไม่งั้น ก็คงทะเลาะไปนานแล้ว เพราะว่าไม่ค่อยได้เจอกัน เจอกันน้อยมาก บางทีเจอกันก็ไม่ได้คุยกัน (อย่างวันนี้เป็นต้น) ต่างคนก็ต้องต่างทำงาน
DOMON Summer
บนถนนคนหนุ่ม - สาว
วาวเดือน
นักร้องสาว..ผู้ร่ำรวยความสามารถ
ศศิพิมล ตุลยา
ศศิพิมล ตุลยา…ผู้หญิง คนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นนักร้องอิสระ โดยไม่สังกัดค่ายเทปใดและอย่างไม่ สะทกสะท้านกับผลที่จะตามมา
ทำให้เราอดที่จะตั้งคำถามกับตนเองไม่ได้ว่าทำไม….เธอถึงได้กล้าหาญชาญชัยถึงปานนั้น เพราะวงการเพลงบ้านเรา นักร้องส่วนใหญ่มักมีค่ายเทปสนับสนุน และบางคนขนาดมี ค่ายเทปสนับสนุนอยู่แล้วยังไม่รุ่งโรจน์จรัสแสงก็ยังมี
สกู๊ปพิเศษ
ฐา-นวดี • เขียน / สุเมธ, ธีระ • ภาพ
คุยกับคนน่าเที่ยว
เมื่อได้เห็นว่าวตัวใหญ่น้อยที่ลอยโต้ลมอยู่ กลางท้องสนามหลวงวันนั้น ทำให้เราได้ตระหนัก ว่าฤดูร้อนกลับมาเยี่ยมเยือนกันอีกครั้งแล้ว…เสมือนเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่ไม่เคยลืมกัน
คุณมงคล ทรัพย์สกุล เป็นไกด์บริษัทเถกิงทัวร์มานานร่วม 10 9 ปีแล้ว จึงมีประสบการณ์ในการนำเที่ยวมาเล่าให้เราฟังมากมาย
คุณมงคล ทรัพย์สกุล เป็นไกด์บริษัทเถกิงทัวร์มานานร่วม 10 ปีแล้ว จึงมีประสบการณ์ในการนำเที่ยวมาเล่าให้เราฟังมากมาย
“เคยมีเหตุการณ์ตกรถ ตก เครื่องกันบ้างไหมคะ” เราถามด้วยความสงสัย
“มีฮะ” เสียงตอบรับกลับมา “ก็เคยเจอในลักษณะที่ว่าเป็นลูกค้ากรุ๊ปเหมามากับเรา แล้วต้องการออกไปนอกเส้นทาง..จะไปไหว้พระ แล้วปรากฏว่ารถมันติดมาก ระยะทาง 40 กิโลเมตรนี่ใช้ เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งพอเราไปถึงสนามบินนี่เครื่องก็ออกไปพอดีต่อหน้าต่อตาเลย ตกเครื่องกันทั้งทีม แล้วบังเอิญมันก็เป็นเที่ยว สุดท้ายแล้วด้วย…”
ทัวร์ต่างประเทศกันมาแล้ว เรากลับมาดูทัวร์ในบ้านเมืองของเราเองกันบ้าง…ดีไหมคะ และบริษัททัวร์รุ่งโรจน์ก็เป็นบริษัทท่องเที่ยวที่เชี่ยวชาญการนำเที่ยวในเมืองไทยมากที่สุดบริษัทหนึ่ง และในโอกาสนี้จึงได้นัดพบ คุยกับคุณธีรพงษ์ โมราวงศ์ ผู้ที่ทำหน้าที่นี้โดยตรง
“บางทีเราก็ถามจากชาวบ้านเอา แล้วก็สังเกตอีกสักนิดหนึ่ง อย่างชาวเมืองตรังนี่เขาจะไม่มีการ์ดเชิญไปงานศพใครนะครับ แต่เขาจะมีป้ายอยู่ที่ร้านกาแฟ ใครตายก็ไปปิดป้ายไว้ที่นั่น คนทั้งจังหวัดก็จะรู้ว่า เออ…คนคนนี้ตายแล้วนะ ตั้งศพอยู่ที่วัดนี้นะ แล้วจะเผาเมื่อไหร่…”
“หรืออย่างทางใต้ เราอาจจะเห็นชาวบ้านเขาเอากระติกมาตั้งไว้ที่หน้าบ้าน นี่ก็เป็นชีวิตความเป็นอยู่ของเขาอย่างหนึ่ง คือ…ใครจะซื้อน้ำแข็งก็ไม่ต้องออกไปตะลอน ๆ แค่เอากระติกมาตั้ง
ไว้หน้าบ้าน จะซื้อน้ำแข็ง 3บาท ก็เอาตังค์หยอดลงไปในกระติก 3 บาท ซื้อ 5 บาทก็หยอดลงไป 5 บาท แล้วเขาจะมีรถน้ำแข็งตระเวนลักษณะอย่างนี้เราจะไม่รู้เลยไม่มีในตำรา ซึ่งเราก็ต้อง
ศึกษาจากคนท้องถิ่น แล้วถ้าเราเก็บข้อมูลได้มากเป็นเกร็ดความรู้ เมื่อเล่าไปแล้วนี่แขกเขาจะเพลินและสนใจมากเลย”
คุณธีรพงษ์เล่าต่อไปว่า
“คุณเชื่อไหมครับ มีอยู่ปีหนึ่งเรือนจำของจังหวัดแม่ฮ่องสอนนี่ถูกพายุพัดพังทลาย นักโทษนี่ต้องไปเคาะประตูบอกพัสดี ขอค้อนขอตะปูมาตอกเรือนจำ แล้วตัวเองก็กลับเข้าไปอยู่ใหม่ โดยที่ไม่ยอมหนีไปไหน นี่มันเป็นเรื่องจริงครับ” เขาย้ำ
การท่องเที่ยวมิใช่แต่จะกระทำได้เพียงด้วยการเดินทางโดยรถหรือเครื่องบิน การท่องเที่ยว โดยเรือก็สนุกสนานไม่แพ้กัน
คุณเคยเที่ยวกับเรือซีทราน ควีนหรือซีทราน ปริ้นเซสหรือยังคะ ถ้ายัง – คุยกับไกด์ ประจำเรือก่อนเป็นไร
คุณสุธน นามวิเศษ เห็นที่จะคุ้นหน้าคุ้นตากับบรรดาแฟนแพรว (เจ้าเก่า) ไม่มากก็น้อย ด้วยว่าเขาเคยเป็น 1 ใน 10 หนุ่มแพรวรุ่นของโอ๋ ไอศูรย์ นั่นแหละค่ะ
ถามต่อว่าเรือที่จะออกแต่ละเที่ยวนี่คนเต็มหรือไม่ คุณสุธนตอบว่า
“ไม่แน่ฮะ อย่างตอนที่ พายุเกย์มาลูกค้ายกเลิกเราไปเยอะ ทั้ง ๆ ที่ทะเลฝั่งอันดามันนี่เรียบ เรือไม่มีโดนคลื่นอะไรเลย อาจจะเป็นเพราะกลัวมั้งฮะ แล้วถ้าเป็นซีทราน ควีน นี่ต้องมี 70 คนขึ้นไป ถ้ามีแค่ประมาณ 40 คนนี่เราก็ต้องยกเลิกแล้วเพราะมันไม่คุ้ม คือ…ถ้ารวม เฉพาะคอร์สในเรือ…คุ้ม แต่ถ้ารวมค่าใช้จ่ายในบริษัทด้วย …ไม่คุ้ม”
สรรซื้อ สรรหา
ปรงทอง
Model
ยีน พาร์ค
แต่งหน้า
อภิชาติ นรเศรษฐาภรณ์
ทำผม
สมพร ธิรินทร์
ถ่ายภาพ
อุกฤษฎ์ หาญอมรเศรษฐ์
ประสานงาน
ณัฐ ประกอบสันติสุข
CANYON
ชื่อหนังสือ “คนเผาถ่าน” เขียนโดย “นิมิตรภูมิถาวร”
ต่างลีลา ต่างอารมณ์
“นวลละออ” • เขียน / พงษ์ศักดิ์, ธีระ • ภาพ
โต๊ะน้ำชายามเย็น อวัสดา ปกมนตรี
โต๊ะอาหารยามเช้า หทัย บุนนาด
เก้าอี้รับแขก
กัลย์ • เขียน
เส้นทางดนตรีของ
ชาตรี คงสุวรรณ
มื่อเอ่ยชื่อ…ชาตรี คงสุวรรณ… คุณที่เป็นแฟนเพลงไทยร่วมสมัยคงรู้จักเขาดีในฐานะนักดนตรีและนักร้องวง อินโนเซ้นส์
แม้วันนี้เขาจะหายหน้าหายตาไปบ้างจากจอที.วี.และเวทีคอนเสิร์ต จนบางคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเขาก้าวเดินออกไปจากแวดวงเพลงไทยเสียแล้ว แต่ความจริงเขาไม่ได้หายไปไหนหรอกค่ะ หากยังคงวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่บนถนนสายนี้ เพียงแต่ย้ายตำแหน่งจากนักร้องนักดนตรีมา เป็นคนเขียนเพลงและโปรดิวเซอร์ของบริษัทแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์แทนเท่านั้น
วันหนึ่ง…โอมได้รวบรวมเพื่อนฝูงตั้งวงดนตรี รับเล่นตามงานต่าง ๆ ทั่วจังหวัดราชบุรีควบคู่กับการเรียนมาตลอด จนกระทั่งเมื่อเรียนจบวิชาชีพช่างไฟฟ้าจึง กระโดดมาเป็นนักดนตรีอาชีพเต็มตัว
แต่เป็นนักดนตรีอาชีพภูธรอยู่ได้ไม่นาน ก็ตัดสินใจมาเป็นนักดนตรีอาชีพเมืองกรุง ตามคำชักชวนของพีรสันต์ จวบสมัย และสายชล ระดมกิจ เพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกัน
เมื่อไม่มีสัญญาใด ๆ มาผูกมัด โอมจึงตกลงใจไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงพลอย (วงเบ็คอัพของพี่แจ้) ตามคำชักชวนของพี่แจ้…ดนุพล แก้วกาญจน์ ต่อมาเขาได้รู้จักกับพี่เต๋อ…เรวัติ พุทธินันท์ ซึ่งพอพี่เต๋อทาบทามให้ไปร่วมงานด้วยในคอนเสิร์ตชุดเต๋อ 1 กับเต๋อ 2 เขาก็ตอบตกลงทันทีอีกเช่นกัน
“สำหรับผมมันเป็นอะไรที่ท้าทายดี แล้วช่วงนั้นพี่เต๋อได้ทำโปรดักชั่น เป็นอัลบั้มของนันทิดาบ้าง ธงไชย แม็คอิน-ไตย์บ้าง จำได้ว่าชุดแรกที่ไปร่วมงานกับพี่เต๋อคือชุดหาดทราย สายลม สองเรา ของพี่เบิร์ด ซึ่งพอได้ทำงานกับพี่เต๋อและพวกพี่ ๆ ในห้องอัด มันก็เริ่มคุ้นเคยกัน”
ในฐานะที่เขาเป็นคนเขียนทำนองทำให้เราอยากทราบว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไรกับเพลงไทยปัจจุบันที่นิยมลอกเลียนต่างประเทศ
“อย่างผมยังเคยยืมของเขามาเลยฮะ” เขายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน “เมื่อสมัยทำเพลงใหม่ ๆ ผมก็อาศัยอะไรจากที่เราเคยได้ยินมา แล้วมีสมัยหนึ่งบ้านเรานิยมทำเพลงเลียนแบบฝรั่ง จนมาถึงยุคที่เริ่มมีคนเขียนอะไรออกมาด้วยตัวเอง ผมจำได้ว่ามันหักเหมาเป็นสากลมากขึ้น ตอนชุดเต๋อ 1 ออกหรือยังไงนี่แหละ ซึ่งมันก็มีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ
“สำหรับตัวผมทุกวันนี้พยายามเขียนเอง เพราะเวลาที่มองย้อนกลับไปผมจะไม่มีความภูมิใจกับงานที่เราหยิบยืมเค้ามา แต่กับบางเพลง อย่างเพลงสักวันของอินโนเซ้นส์ ผมเขียนตอนที่นั่งเล่น อยู่กับบ้านกับกีตาร์ตัวหนึ่ง ความรู้สึกที่เรากลับไปฟังเพลงมันเป็นความภูมิใจ และผมเลือกที่จะทำงานอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
วันวาน
เนื้อทอง • เรื่อง / วิรัช จัตตุวัฒนา • ภาพ
สายลมที่พัดผ่านของ
ขรรค์ชัย บุนปาน
“อะไรจะเกิด ต้องเกิด…ไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรง ถ้าคนเราทำงาน ด้วยความปกติ ไม่หวั่นไหวตามแรงลม ลมพัดมาแล้วก็พัดไป…เฮือกสุดท้าย คงพัดลมหายใจเราไปด้วยแหละน่า” (จากเรื่อง “ตองหกชั้นหก” รวมเรื่องสั้น หนึ่งทศวรรษหลังของขรรค์ชัย บุนปาน)
ข้อความคม ๆ อย่างนี้มักจะหลุดรอดออกมาจากมันสมองก้อนโตของ ขรรค์ชัย บุนปานเสมอ และมักจะถูกถ่ายทอดลงในหน้ากระดาษหน้าแล้วหน้าเล่า ตั้งแต่เมื่อครั้งวัยเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม ในฐานะนักเขียน จวบจนปัจจุบันกับบทบาทที่เป็นอยู่–นักเขียนสารพันประเภท นักหนังสือพิมพ์ และเจ้าของสำนักพิมพ์มติชน
“กับเรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียน จำได้ว่าชื่อ“แดงกับความเวิ้งว้าง” เขียนตั้งแต่ม.7 ไปเที่ยวนิคมสร้างตนเองที่สระบุรี เจอะคนรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่กับไร่ ชีวิตเขาอยู่ด้วยหนังสือเพลงเล่มเดียว ตอนนั้นประมาณปี 2504″
หลังจากพันสภาพนักศึกษาจากเขตรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดี เมื่อพ.ศ. 2513 อาชีพแรกกับโลกภายนอกคือเป็นครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียนมาแตร์เดอี ชีวิตพ่อพิมพ์ของขรรค์ชัยดำเนินไปได้เพียงเทอมเดียวก็มีอันต้องหันเหตนเองไปกินตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายประชา สัมพันธ์ที่เซ็นทรัล หลังจากนั้นไม่นานเขากลับละเงินเดือน ๆ ละสี่พันบาทหักมุมชีวิตตัวเองมานั่งแป้นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ด้วยอัตราเงินเดือนเพียงหนึ่งพันบาทถ้วน
“ไอ้ความมีชื่อเสียงมีมานานแล้วตั้งแต่อยู่สวนสุนันทา เคยประกวดกลอนชนะทั้งประเทศ กลอน รัชกาลที่ 5–เงินหนึ่งพันบาท ผู้อำนวยการต้องพาคุมไปเลย ฝากออมสินเท่านี้นะ พันบาท เมื่อก่อนก็น่าดู เอาไปฝากแปดร้อย เอาไปตัดกางเกงชุดขาวเสื้อขาว…จะได้ไปงานทุกงาน ความคิดดี…แต่เชย
“จริง ๆ แล้วไม่ได้ทำตามผู้อำนวยการบอกหรอก วันรุ่งขึ้นก็แอบไปถอนหมดเลย (หัวเราะ) –ไม่ค่อยผูกพันกับเรื่องอะไร”
ความที่ไม่ค่อยผูกพันกับเรื่องอะไรนี่เองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถจะล่วงรู้ถึงจำนวนงานที่แท้จริงของผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ได้
“ตอนหลังไม่เคยเก็บหนังสือ แล้วก็แล้วกันไปไม่เคยติดอะไรเลย เคยเก็บไว้เมื่อปี 2519 ก็ถูก ค้นถูกอะไรในออฟฟิศ เลยไม่เคยที่จะเก็บอีกเลย บางเล่มเขียนเองแท้ ๆ ยังไม่มีเลย ขนาดที่พิมพ์เป็นเล่มแล้วกับสุจิตต์ อย่างเรื่อง “เฮลูกทุ่ง” ก็หาไม่ได้ เป็นหนังสือรวมกลอนกวีนิพนธ์ ใครมีบอกขอยืมหน่อย ขอยืมกลับมาอ่าน
ชื่อหนังสือ “คนเผาถ่าน” เขียนโดย “นิมิตรภูมิถาวร”
สำนักพิมพ์บรรณกิจแนะนำโดย นักเขียน ช่างฝัน - กระแสทราย
คนเขียนหนังสือชื่อดอนเขียน
เขาเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบกว่า ๆ หุ่นสูง สมาร์ท ผิวขาวสะอาด หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส ผิดคาดหมายจากที่เขา บอกเอาไว้--- “ผมเป็นคนซีเรียสนะ”
“ดอนเขียน” เป็นนามปากกาที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากมีเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งที่ คณะสถาปัตย์เขียนหนังสือโดยใช้ชื่อว่า “ตู้เขียน” ซูโม่ตู้-จรัสพงษ์ สุรัสวดี แรกๆ ก็เริ่มมี “ดอนเขียน” ประปรายอยู่ตามหนังสือเรือนไทย ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ, ลงหนังสือรุ่นบ้าง จนกลายมาเป็นนักเขียน (เรื่อง) ประจำตามนิตยสารต่าง ๆ อยู่ 2-3 เล่มในทุกวันนี้
“ผมว่าตลกมันเป็นสื่ออันหนึ่งที่…เข้าไปสอนคนไทยได้ เพราะคนไทยชอบสบายน่ะ หัวเราะ ยิ้ม อะไรก็ได้ รถชนกันบางทีไปมุงดูแล้วก็ยิ้มน่ะ เอ้าลองไปดูสิ ตายตับเละเลย ผมเห็นกับตา ยิ้มหัวเราะ ไฟไหม้ก็อุ้มลูกไปดู คือมันเป็นเรื่องสบายหมดเพราะนั้นเราจะเข้าถึงเค้านี่เราต้อง…ต้องจับให้ได้ว่าเค้าชอบอะไร เค้าชอบหัวเราะก็ให้เค้าหัวเราะ แล้วก็ค่อยบอกเค้า อย่างเช่นไทยมุงนี่ผมเน้นมากเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่เหลวไหลที่สุดในประเทศผมจะเน้นแล้วก็ทำให้มันเป็นเรื่องตลก พอคนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ตลก คนก็จะอายที่จะทำอย่างนั้น พยายามจะบอกว่านี่ทุเรศนะ คือพยายามจะทำให้เค้าขำตัวเค้าเองแล้วเวลาเค้าไปยืนมุงเค้าอาจจะนึกถึงข้อเขียนของผมก็ได้ว่า เออ ไปยืนอย่างนี้นี่ตลกนะ”










































































