ผู้หญิงวันนี้ 47 : ฟ้ารุ่ง ชารีรักษ์ Admin 32 years ago ผู้หญิงวันนี้ 47 : ฟ้ารุ่ง ชารีรักษ์ SUMMER DELUXE กับ ฟ้ารุ่ง ชารีรักษ์ SUMMER DELUXE [Triumph] Model ฟ้ารุ่ง ชารีรักษ์ แต่งหน้า ทองหล่อ ฉิมเจริญ ทำผม กมล สุทธสาส์น ช่างภาพ ณรงค์ พฤกษาไพบูลย์ ผู้ช่วยช่างภาพ อนุชา อุทัยกิจวานิช สไตลิสต์ เอกกิ่ง พงศ์ขจร ระสานงาน นันทพร วัฒนบุรานนท์ SUMMER DELUXE ฟ้ารุ่ง เธอเป็นรุ้งทาบทาฟ้าสวย หลังจากรับตำแหน่งรองนางสาวไทยปีที่อรอนงค์ ปัญญาวงศ์ได้ตำแหน่ง ฟ้ารุ่ง ชารีรักษ์ ก็กลายเป็นดาวอีกดวงที่เกิดได้สบายๆในวงการความสมบูรณ์ของสัดส่วน 36-24-36 สูง 176 เซนติเมตร และลักษณะใบหน้าที่เซ็กซี่แบบดูดี ทำให้ฟ้ารุ่งคนนี้ เป็นนางแบบที่จัดเข้าไว้ในระดับอินเตอร์ได้ไม่ยาก 1995 Hot on Circuit [Arena] Model แอน-อังคณา ทิมดี แต่งหน้า ทัศนพงษ์ สวัสดิพงษ์ ทำผม เล็ก อุ่นเจริญ ช่างภาพ ณรงค์ พฤกษาไพบูลย์ ผู้ช่วยช่างภาพ อนุชา อุทัยกิจวานิช สไตลิสต์ เอกกิ่ง พงศ์ขจร ระสานงาน นันทพร วัฒนบุรานนท์ Just Relax [ESPRIT] Model Linda Ruckteschell & Michael Poupart (ไมเคิล พูพาร์ต) แต่งหน้า-ทำผม อดิเรก ตัณฑ์พะลัง ช่างภาพ ณรงค์ พฤกษาไพบูลย์ ผู้ช่วยช่างภาพ อนุชา อุทัยกิจวานิช สไตลิสต์ เอกกิ่ง พงศ์ขจร ระสานงาน นันทพร วัฒนบุรานนท์ เอเวอร์เซ้นส์ โรลออน / นาฬิกา ALBA Triumph SWIMWEAR ’95 / Catalina Jeans AMID THE WAVES OF PASSION [Printemps] Model มาชิดา เตชะไพบูลย์ แต่งหน้า-ทำผม อรรถพงษ์ ตรีเกษม ช่างภาพ ณรงค์ พฤกษาไพบูลย์ ผู้ช่วยช่างภาพ อนุชา อุทัยกิจวานิช สไตลิสต์ เอกกิ่ง พงศ์ขจร ระสานงาน นันทพร วัฒนบุรานนท์ FIELD OF DREAM [New Man] Model อังษณา บุรานนท์ แต่งหน้า-ทำผม อรรถพงษ์ ตรีเกษม ช่างภาพ ณรงค์ พฤกษาไพบูลย์ ผู้ช่วยช่างภาพ อนุชา อุทัยกิจวานิช สไตลิสต์ เอกกิ่ง พงศ์ขจร ระสานงาน นันทพร วัฒนบุรานนท์ คุณแม่คนเก่ง ปรางใส คุณแม่มาดเท่ คุณแม่คนนี้…เราพบเธอในเช้าวันที่ฟ้าครึ้มฝน กลาง สวนพฤกษชาติของ “วังสราญรมย์” แหล่งพักผ่อนหย่อนใจอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ เธอพกพาใบหน้าเนียนใสปราศ-จากเครื่องสำอางใดๆในมาดเท่ๆของสาวผู้มีบุคลิกปราดเปรียว เรือนร่างสูงใหญ่อย่างนักกีฬาแต่ก็สมส่วน… เราเชื่อว่าถ้าเธอไม่ได้มาเป็นแขกเชิญในคอลัมน์นี้ คุณคงไม่เชื่อว่าสาวมาดเท่คนนี้จะรับบทเป็นคุณแม่ของเด็กหญิงตัวน้อยวัยกำลังน่ารัก เพราะความที่คุณเอ เชิญจุติ มณเฑียรมณี เป็นคุณแม่ยังสาวที่มีภาพลักษณ์ของสาวสมัยใหม่ที่ค่อนข้างจะดูเป็นสาวห้าวด้วยซ้ำ ก้าวไปกับงาน เดอะ เกิร์ล ศุภนิตย์ ติยะวณิช ฝันไกลไปกับไอศกรีม / วนิดา สุวรรณพฤกติ รากแก้วของความงาม ผู้หญิงวันนี้ ทักษิณา เพราะหัวใจไม่เคยยอมแพ้ รัชนี บำรุงสุขสวัสดิ์ ในสังคมทุกวันนี้เป็นยุคของผู้หญิงเก่ง หมดสมัยเสียแล้วที่ผู้หญิงจะอยู่บ้าน ทำอาหาร ไกวเปลเห่กล่อมลูก เพราะสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ผู้หญิงจึงมีบทบาทมากขึ้นทุกขณะ แวดวงของผู้หญิงเก่งมีอยู่มากมายหลายวงการ และเธอ “รัชนี บำรุงสุขสวัสดิ์” หรือคุณอ๋อย ก็เป็นหนึ่งในผู้หญิงเก่งของวงการธุรกิจบ้านเราเราพบเธอที่สำนักงานขายบ้าน กัญจน์เพชร 3 ที่รามอินทรา และเธอก็เริ่มต้นเล่าถึงเรื่องราวของตัวเองด้วยบุคลิกที่เต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ “ บริหารงานได้ 6 ปีก็เริ่มมีปัญหา ด้วยความที่เป็นเด็กยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตขึ้นเร็วเกินไป และไม่มีไกด์ที่ดีมันก็เลยตกง่าย ช่วงนั้นทรัสต์ล้มทั้งเมืองเลย ช่วงปี 2536…. ถ้าจำไม่ผิดนะคะ เราพลอยมีปัญหาไปด้วย แต่ปัญหาของเราคือสนับสนุนหุ้นส่วนในบริษัทด้วยกันซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่าเรามาก เราเป็นเด็กน่ะ เหมือนกับเขาใช้เรา อาจเพราะเราคล่องตัวกว่าในการชักชวนคนมาดิวธุรกิจด้วย แต่ก็ไม่ถือโทษโกรธใครนะคะ นั่นคือบทเรียนราคาแพงที่สุด… หลังจากเคลียร์ตัวเองเสร็จ แม้ตั้งใจจะพักชั่วขณะแต่ก็ทำไม่ได้ ด้วยความเป็นคนมีไฟตลอดเวลา ในที่สุดเธอก็ต้องทำกิจการผับซึ่งเทคโอเวอร์มาจากเพื่อน ทั้งๆที่เกลียดธุรกิจกลางคืนมาก จนอายุ 29 เธอก็แต่งงานกับ พ.ต.ต. สัณหกิจ บำรุงสุขสวัสดิ์ สารวัตรสืบสวนสอบสวน สน.พระ โขนง(ยศขณะนี้) เมื่อคลอดลูกชายคนแรกนั้นอายุได้ 30 เศษๆ จึงหันมาจับธุรกิจเรียลเอสเตทจริงๆจังๆบนที่ดินแปลง เล็กๆที่ซื้อไว้ซึ่งแต่เดิมตั้งใจจะขาย หลากชีวิต วริษฐา 1 ปีกับความทรงจำ... ตำแหน่งแห่งเกียรติยศ ย้อนกลับไปในการประกวดนางสาวไทยประจำปี พ.ศ.2537 ทั้งสื่อมวลชนและคนไทยต่างเป็นกำลังใจให้กับเธอ สาวน้อยหน้าไทยใสหวานที่มาจากต่างแดน และเมื่อผลปรากฏออกมาว่า น.ส.อารียา สิริโสภา (ชุมสาย) ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทยประจำปี พ.ศ.2537 ทุกฝ่ายต่างพอใจ ไม่มีเสียงครหาใดๆ เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย วันนี้เธอกำลังจะพ้นจากตำแหน่งอันทรงเกียรติ น้องป๊อปจึงยินดีและเต็มใจที่จะมาคุยกับผู้หญิงวันนี้ เพื่อบอกลาตำแหน่งและเล่าย้อนหลังถึงความในใจตลอด 1 ปีที่ผ่านมา “น้องป๊อปเกิดที่เมืองไทยแต่ไปอยู่อเมริกาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ อยู่ที่โน่นได้ 19 ปีเต็ม…ที่มิชิแกน แต่ความรู้สึกก็ไม่ได้ห่างจากเมืองไทย เพราะจะมีพระไปสอนถึงที่โน่น อย่างท่านปัญญาฯเคยไปถึงที่บ้านเลยนะคะ คุณพ่อคุณแม่จะเลี้ยงลูกยิ่งกว่าคนไทยอีก คือมีกฏว่ากลับบ้านได้ไม่เกิน 3 ทุ่ม แม่จะสอนว่าเด็กไทยต้องเรียบร้อย แต่งตัวเรียบร้อย คือขนาดเด็กไทยที่นี่ยังแต่งคล้ายฝรั่งมากกว่าตอนที่ น้องป๊อปอยู่ที่โน่นอีก แม่จะสอนแบบหัวโบราณมากนะคะ จะระวังเรื่องบุหรี่ ยาเสพติด เพราะท่านเห็นบ่อยมาก ซึ่งเวลาคุณแม่จะว่าเราก็จะพูดว่า…ตอนนี้เราเป็นฝรั่งมากเกินไปแล้วนะ เราก็จะรู้ทันทีว่านั่นคือการตักเตือนแล้ว เราจะต้องไม่ทำอีก” “ป๊อปอยากจะช่วยเรื่องการศึกษามาก เคยได้รับการติดต่อให้ไปสอนหลายที่ในเรื่องของสื่อสารมวลชน ไปเล็คเชอร์เป็นอาจารย์พิเศษให้นักศึกษา ซึ่งตอนไปก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นนางงามอะไร เขาให้เกียรติเราในฐานะผู้สอนว่าเรามีความรู้ด้านนี้ ตอนนั้นไปหลายที่มาก…มีรามคำแหง, จุฬาฯ, ม.กรุงเทพ, สงขลานครินทร์ฯ นอกจากนี้ก็มีการอบรมต่างๆอีกหลายแห่ง แต่ถึงจะไปในฐานะผู้สอน ก็ยังมีกล้องจำนวนมากโฟกัสมาที่เรา(หัวเราะ) ยังคงมีฐานะนางงามอยู่ แต่ยังดีนะคะที่พูดนานถึง 2 ชั่วโมงแล้วเขายังฟังอยู่ ยังไม่หลับ ก็คิดว่าตัวเองใช้ได้แล้ว (หัวเราะ)” เมื่ออยู่ในตำแหน่ง เป็นธรรมดาของการเป็นคนของประชาชนย่อมขาดความเป็นตัวของตัวเอง นั่นเป็นสิ่งที่น้องป๊อปรู้สึกอึดอัดพอสมควร“อยากจะไปทานก๋วยเตี๋ยวปากซอยก็ยาก ซึ่งคนธรรมดาก็ใส่รองเท้าแตะ ไม่ต้องแต่งหน้าก็ได้ แต่ป๊อปไม่แต่งแม่ค้าจะถามว่า…โอ๊ย! ทำไมโทรมแบบนี้ล่ะ? (หัวเราะ) น้องป๊อปก็คิดในใจว่า…โอ๊ย! ขอวันหนึ่งเถอะ ไม่อยากแต่งหน้า ไม่อยากทำผม ขอพักหน้าละกัน อยากเป็นอิสระ ขอกินแบบสบายๆไม่ต้องมีลิปสติกติดปากเวลาดูดเส้นก๋วยเตี๋ยวขึ้นมา“บางครั้งก็อยากไปเดิน อยากช้อปปิ้ง..คือน้องป๊อป ไม่มายด์นะคะว่าคนจะขอลายเซ็น แต่คนชอบมองเราว่า.. โทรมจังเลย คือคนไทยจะคาดหวังมากว่าเราต้องสวยตลอด ต้องยอมรับความจริงนะคะว่าตอนตื่นนอนตอนเช้ามันก็ไม่ได้สวยแบบนี้หรอก มันอยากมีเวลาส่วนตัวบ้างน่ะค่ะ อยากไปทานอะไรข้างทางบ้าง แต่ก็มีคนพูดเหมือนกันว่านางสาวไทยคนนี้ติดพื้นดี (สำนวนน้องป๊อป)“มีครั้งหนึ่งแอบไปทานแล้วก็มีผู้หญิงท้องเข้ามาในร้านกับแฟนแล้วก็บอก…ขอโทษนะคะ พอดีน้องป๊อปทานเสร็จแล้วเช็ดปากแล้วก็ถามแบบเกร็งๆ จะถ่ายรูปหรือคะ? เตรียมตัวแบบเกร็งๆเลย เขาก็บอก…ไม่ใช่หรอกค่ะ แค่อยากบอกอย่างเดียวว่าลูกที่อยู่ในท้องจะตั้งชื่อว่าป๊อป น้องป๊อปก็ตอบไปว่าขอบคุณค่ะๆๆๆ เขาก็ว่า…ชื่นชมน้องป๊อปมาก อยากจะดูชัด ๆก่อนคลอด (หัวเราะ)” “เดือนนี้ยังดีขึ้น ยังมีอิสระมากขึ้น ไม่งั้นแทบไม่มีเวลาส่วนตัว ขนาดเดินทางโดยเครื่องบิน ทั้งแอร์ฯ ทั้งสจ๊วต กัปตันเองก็เถอะ ให้แอร์ฯเดินมาเชิญนางสาวไทยเพราะกัปตันอยากเจอ ดีที่กัปตันไม่ทิ้งเครื่องบินแล้วเดินมาเอง ป๊อปต้องบอกตอนกลับมาจากเชียงรายว่าไม่เป็นไร หนูเดินไปหาเองละกัน ขับเครื่องบินไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเครื่องบินตกก็เป็นข่าวอีกอยู่ดีแหละ (หัวเราะสนุก)” “หลายคนไม่รู้คงคิดว่าเขาได้ตรงนี้ ความจริงเขาไม่ได้อะไรเลย แต่เขาเข้ามาดูแลเพราะเป็นหน้าที่ น้องป๊อปจะมีพี่เลี้ยง 5-6 คนคอยดูแล บางครั้งถ้างานที่เชิญมาไม่เหมาะสมทางพี่แจ๊ดจะปฏิเสธ ดูทุกอย่างให้หมด อย่างเรื่องเสื้อผ้าที่ใส่ออกงานหรือถ่ายแฟชั่น โป๊หรือไม่เหมาะกับภาพพจน์ก็จะปฏิเสธ ชุดว่ายน้ำก็ถ่ายไม่ได้เพราะจะ เสียภาพพจน์ เราต้องโชว์ให้เห็นว่ามีความรู้ ความสามารถไม่ใช่โชว์รูปร่าง แต่บางอย่างก็ปฏิเสธไม่ได้ เช่น ถ้าเขาเป็นสปอนเซอร์ให้กองประกวด“จริงๆแล้วการประกวดนางสาวไทย การได้ตำแหน่งพอรับงานต่างๆแล้วไม่ใช่จะได้เต็มร้อย แต่ได้ครึ่งๆ โดยที่ พี่แจ๊ดหรือทางจอห์น โรเบิร์ต พาวเวอร์ไม่ได้อะไรเลย การเป็นนางสาวไทยไม่ได้ทำให้รวยขึ้น ไม่ได้มีเงินเยอะ น้องรุ่นหลังที่จะเข้าประกวดอย่าไปหวังว่าตำแหน่งนี้จะ โกยเงิน จะทำให้เรารวย ป๊อปคิดตลอดว่าได้งานชิ้นหนึ่งก็ถือว่าได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ผู้หญิงไทย เป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนไทย และทำงานเพื่อให้รู้ ไม่ได้หวังรวย “อย่างไปเดินโชว์ตัวในตลาดแล้วแม่ค้าสับหมูอยู่… โอ๊ย! นางสาวไทย ขอจับหน่อย น้องป๊อปก็…(ทำท่าตัวแข็งตกใจ แล้วก็หัวเราะ) สวัสดีค่ะ เดี๋ยวน้องป๊อปเซ็นลายเซ็นให้นะคะ ขอบคุณค่ะ นะป้านะ คือน้องป๊อปปฏิเสธเพราะ มือป้าเปื้อนเลือดหมูเต็มไปหมด ไม่ได้รังเกียจว่าเขาเป็นแม่ค้านะ… แต่เพราะเราก็ใส่กระโปรงชมผู้…ชมพู(หัวเราะ) บางครั้งเราเป็นคนของประชาชนเกินไป กลับมาแต่ละครั้ง เวลาล้างมืองน้ำดำมากๆเลย แล้วกระโปรงข้างหลังจะเป็นรอยมือเต็มเลย เข้าใจใช่มั้ยคะ…(ถามขอความเห็นใจ) คือถ้าเราทำท่ารังเกียจเขาก็จะลือกันว่านางสาวไทยหยิ่งไม่ยอมจับมือ บางทีพี่เลี้ยงก็ต้องไปคุยกับป้า ให้จับมือแทน ไม่ให้เขาเสียใจ” “ตอนลงจากเครื่อง น้องป๊อปอยู่ในเซ็ตเดียวกับ นางงามเวเนซูเอล่า เม็กซิโก ซึ่งมีแต่ตัวเก็งหมด แต่คนที่มารอดูผมดำทั้งนั้นเลย ตอนแรกคิดว่าคนไทย ความจริงไม่ใช่ พวกเขาก็ตะโกน…ไตแลนด์ ๆ ๆ ๆจนน้องป๊อปตกใจ“ตอนประกวดนะคะ ไม่ได้เป็นเหมือนกรรมกา บ้านเราเลย เราตัดชุดกันแทบตาย สุดจะปราณีต แต่เขา นั่ง (ทำท่าประกอบ) เท้าคางมอง กวักมือผ่าน ๆ ๆ เห็น แล้วเศร้าใจ เขาไม่ตั้งใจดู (พี่เลี้ยงน้องป๊อปที่ไปด้วยวันนั้น เสริมว่าเรื่องนี้ไม่เคยให้สัมภาษณ์เพราะมันจะออกเป็นว่า ขี้แพ้ชวนตี แต่เพื่อว่านางงามรุ่นหลังๆจะได้ทราบและ ปูทางถูก เลยต้องพูดให้ได้รู้) “แล้วกรรมการซึ่งถามคำถามแบบส่วนตัวจริงๆ มีกรรมการคนหนึ่งเป็นช่างทำผมของเจ้าหญิงไดอาน่า ถึงความรู้สึกของน้องป๊อปที่มีต่อเจ้าหญิง ถ้าน้องป๊อปกะล่อนก็สบาย แต่น้องป๊อปตอบตามจริงว่าชื่นชม แต่คง ไม่ยึดเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต (เขาถามว่าระหว่าง แม่กับเจ้าหญิงน้องป๊อปจะดำเนินตามอย่างใคร) น้องป๊อปภูมิใจนะคะที่ตอบตามตรง ตามที่ใจคิด…”“น้องป๊อปอยากให้น้องที่จะไปประกวดระดับนี้ เตรียมตัวให้พร้อมจะได้สู้กับเขาได้ สำหรับน้องป๊อปภูมิใจ ที่ได้รับกำลังใจจากคนมากมายที่นั่น ถึงจะไม่ได้ตำแหน่งกลับมา ที่สำคัญน้องป๊อปภูมิใจในความเป็นไทย เพราะคนที่โน่นชื่นชมคนไทยมาก ขนาดกรรมการบางคนเคยไป หลายประเทศมาแล้วก็ยังใส่แจ๊คเก็ตที่เขียน THAILAND บางคนอยากมาเมืองไทยอีก ภาพพจน์ของคนไทยดีมาก เลยค่ะ น้องป๊อปภูมิใจที่ตัวเองใส่สายสะพาย THAILAND เครื่องสำอางMTI / นมตราโฟร์โมสต์ หลากชีวิต วริษฐา ชีวิตที่พลิกพันของ ชาติชาย คำดี ชาติชาย คำดี คือชื่อของชายหนุ่มที่เด็กวัยรุ่นผู้ชมชอบในเสียงเพลงมักจะ เรียกขานเขาว่า “พี่หนุ่ย” เขาไม่ใช่ดาราดัง…ไม่ใช่นักร้องขวัญใจวัยรุ่น… แต่เขามีอาชีพเป็น “ดี.เจ.” หรือนักจัดรายการวิทยุที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักมักคุ้นในหมู่นักฟังวัยรุ่นที่ติดตามรายการ หมึกสีม่วง มาโดยตลอดระยะเวลาเกือบ 8 ปีวันนี้ จาก….หมึกสีม่วง และรายการ “กรี๊ดกร๊าดตามแผ่น” ที่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นปึกแผ่นมั่นคง และเป็นที่รู้จักกันดีในนามคลื่นลูกใหม่รายการในเครือ “คลื่นแซด ทาง 88.5 เม็กกะเฮิร์ตส์ ที่แฟนรายการรุ่นเก่ายังคงตามมาเปิดฟังกันเป็นขาประจำ “ผมเป็นพี่ชายคนโต คุณพ่อก็อยากให้เป็นแบบอย่างของผู้นำให้กับน้อง ๆ เพราะมีน้องชายอีกสองคน ในครอบครัวมีพี่น้องผู้ชาย 3 คนผู้หญิง 1 คน คุณพ่อก็อยากให้ลูกชายคนโตเป็นทหารแบบคุณพ่อ สุดท้ายเราก็เลยหนัก ต้องกวดวิชาสองที่ เจียดค่าขนมไปเป็นค่ากวดวิชาที่เตรียมอุดม ถึงเวลาก็ไปสมัคร แต่ทางบ้านไม่รู้เลยว่าไปสอบที่นั่น พอประกาศผล ทางเตรียมอุดมประกาศก่อน ผมสอบติดเตรียมอุดม พอมาบอกทางบ้านเขาก็งง เอ๊ะ…มาได้อย่างไร พออีกวัน ประกาศผลของเตรียมทหารก็ติดเตรียมทหารด้วย เป็นการเลือกที่หนักที่สุด แต่สุดท้ายต้องเรียนเตรียมทหาร เพราะเราอยู่ในภาวะที่ครอบครัวต้องการอย่างนั้น ก็เรียน ได้ 2 ปี คุณพ่ออยากจะให้เป็นทหารบกแบบคุณพ่ออีกก็เรียน ปีหนึ่งผ่านไปคุณพ่อก็ภูมิใจ “พอขึ้นปีสองก็เอาเอกสารไปให้คุณพ่อเซ็นว่ายินยอมให้เลือกเหล่าไหน ตอนนั้นจัดเป็น 5 อันดับ หนึ่ง ทหารบกอันดับสอง ทหารเรือ อันดับสาม ตำรวจ อันดับสี่ ตำรวจน้ำ อันดับห้า ทหารอากาศ แต่ช่วงนั้นค่านิยมตำรวจมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันทหารอากาศฮิตมาก คุณพ่อเซ็นแล้วก็ดีใจที่เราเลือกทหารบกอันดับหนึ่ง กลับมาถึงโรงเรียนเตรียมทหารเราก็ลบซะ แล้วเปลี่ยนอันดับหนึ่งเป็นทหารเรือพอจบปีสองผมก็ได้เรียนนายเรือที่สมุทรปราการ แล้วก็มาถึงช่วงหักเหของชีวิต ช่วงปีที่สี่ เป็นอะไรที่ค่อนข้างเฮิร์ทในการศึกษามาก มีเรื่องของเส้นสายที่เข้ามา ระบบอุปถัมภ์ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป ตอนแรกคิดว่าตัวเองจบแน่นอน ทหารเรือเนี่ยเหล่าสูงสุดคือนาวิน เป็นกัปตันเรือ นอกนั้น ก็มีนาวิกโยธินเป็นพวกเกี่ยวกับงานช่าง จู่ๆผมโดนคำสั่งสายฟ้าฟาดให้ไปเป็นนาวิกโยธินทั้งๆที่เรียนนาวิน ก็เลย ไม่พอใจ เดินออกจากโรงเรียนนายเรือเลย ถอดหมวกออกแล้วโยนทิ้ง ถวายคำปฏิญาณต่อพระรูปร.5หน้าโรงเรียน แล้วก็เดินออกมาเลย เพื่อนๆก็ยืนดูกันเต็มบนตึก” “จากหมึกสีม่วงมาเป็นคลื่นแซด มาถึงวันนี้ก้าวเข้าปีที่สี่แล้ว ปีแรกเจอเหตุการณ์พฤษภาทมิฬก่อนเลย ตั้งปั๊บก็แย่เลย ขาดทุนไป 10 กว่าล้าน จากเหตุการณ์นั้นแล้ว ก็มาปรับเปลี่ยนตั้งหลักใหม่อีก มีการผลิตรายการวิทยุเต็มรูปแบบ มีพี.อาร์.ครบ ร่วมกับทางอาร์.เอส.ซาวด์ในด้านการตลาด ซึ่งทางอาร์.เอส.ฯก็ไม่เคยมาฟิกซ์ว่าต้องเปิดเพลง ของค่ายเขาอย่างเดียว เราอิสระเปิดเพลงทุกค่าย ซึ่งมาถึงวันนี้คลื่นแซดก็เติบโตอยู่ได้อย่างแข็งแรงแล้ว” หนึ่งสมองสองมือ ลันตา ขอให้แบบอย่างของผม เป็นตัวอย่างที่ดีในความเลว แม้ใครจะกล่าวว่าโชคชะตาเป็นเรื่องของฟ้าลิขิตหากแต่ชีวิตของบุรุษผู้นี้ มิอาจกล่าวเพียงว่าฟ้าเป็นผู้ลิขิตเท่านั้น เพราะการปฏิบัติตนของเขาส่งผลพลิกผันให้กับโชคชะตาได้เช่นกัน แม้เขาจะกล่าวเสมอว่า “ชีวิตผมไม่น่าภูมิใจที่จะให้ใครถือเอาเยี่ยงอย่าง….หากแต่ในวันนี้ โรจน์ งามแม้น คือบุรุษแห่งวงการน้ำหมึกผู้นั่งแป้นในตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ เจ้าของนามปากกา “เปลว สีเงิน ผู้มีลีลาสำนวนเฉียบคมที่ทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี และวันนี้เจ้าตัวยินดีที่จะบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง โดยออกตัวว่า “ขอให้แบบอย่างของผมเป็นตัวอย่างที่ดีในความเลว” “อย่างป.เตรียมนี่ครูตีมาก ๆ ผมก็เลิกเรียน หนีไปนอนอ่านหนังสือเอง พวกนิยงนิยาย อะไรต่างๆตามเรื่องของผมไป มันก็มีอยู่ปีตอนขึ้นชั้นป.1 พอเปิดเทอมเดือนพฤษภาคม คนอื่นเค้าก็เข้าแถวขึ้นชั้นเรียน ใหม่กันหมด ผมก็เอ๊ะ..จะยังไง นุ่งกางเกงขมวดชายพก หิ้วกระเป๋าเสื่อกกไปใบนึงแล้วก็ไม่รู้จะไปเข้าแถวขึ้นชั้นกับใคร ก็เลยยืนร้องไห้อยู่ข้างกุฏิพระ เรื่องมันก็มาแตกเอาตอนนี้ว่าผมไม่ได้ไปเรียน ท่านก็ถามว่า เฮ้ย มึงไม่ไปโรงเรียนเหรอมายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้ทำไม” แล้วก็พอไปหาครู ครูเค้าก็ดึงข้อมือลากไปอยู่ชั้นป.1 เลย ก็เลยได้ขึ้นป.1 ไป (หัวเราะ) “ตั้งแต่เกิดมาจนถึงอายุ 50 กว่าปีนี้ ที่ผมออกจาก บ้านมา ไม่เคยได้อบอุ่นกับพ่อแม่พี่น้องที่พร้อมหน้า 7 ขวบ ผมก็ออกจากบ้านมาอยู่วัด จากวัดมาอยู่กรุงเทพฯก็ไม่มีญาติโยมคนรู้จัก ต้องไปด้วยตัวเอง อด ๆอยาก ๆ บางวันไม่มีอะไร กินต้องกินแต่น้ำ เร่ร่อนพเนจรจนกระทั่งตำรวจจะจับว่าเป็นเด็กจรจัด ไปนอนตามเสาไฟฟ้า อดอยากจริงๆ ถึงขนาดเดินเก็บผักบุ้งจากริมถนนมากิน…“ผมไม่เคยกินข้าวครบสามมื้อหรอกในชีวิตจนกระทั่ง อายุ 30 กว่า ไม่เคยเลย…มันอยู่มาได้ยังไงผมก็ไม่เข้าใจเพียงแต่ว่ามีความคิดเหมือนบ้า ๆ หรือว่าผมอ่านนิยายมากก็ไม่รู้ คือผมมีความคิดเหมือนตัวละครในนิยายน่ะว่าเมื่อเดินหน้าไปแล้วถ้ามันไม่ดีเราจะไม่ยอมถอยหลังกลับเป็น อันขาด ทั้งๆที่กลับไปบ้านเรานี่พ่อแม่เค้าก็ตั้งตารอคอยและ ก็มีกินมีอยู่ทุกอย่าง แต่เราก็คิดแบบนิยายน่ะว่าเดินหน้าแล้วไม่ถอยหลัง…ถือคติว่าจะไม่ขอกินหญ้าเก่า หญ้าที่ตัวเองเหยียบจะช้ำแล้วจะไม่ไปนั่งเล็มหญ้าในรอยเท้าตัวเอง มันต้องเดินไปหากินข้างหน้าได้ ก็ไปของเราเรื่อย ๆ คือผม เข้าใจโดยตัวของผมเอง จากชีวิตของผมเองที่ว่า ผมได้ส่งมอบชีวิตของผมให้กับชะตากรรมมาตลอด ผมเหลืออยู่สิ่งเดียวที่สามารถจะทำได้ และผมจะต้องยึดครองสิ่งนั้นไว้ คือ“การตัดสินใจ …ชีวิตเป็นของใครไม่รู้ แต่ผมคิดว่าการตัดสินใจอะไรทุกอย่างจะต้องเป็นของผม เริ่มต้นจากหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ติดตามด้วยหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย หนังสือพิมพ์บ้านเมือง หนังสือพิมพ์ดาวสยาม หนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งที่นี่เขาปัก หลักอยู่นานที่สุดถึง 12 ปี ก่อนที่จะออกมารับตำแหน่งบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ ในปัจจุบัน“กับนามปากกา “เปลว สีเงิน จริงๆมันก็ไม่ค่อยได้มีที่มาอะไรนักหรอก ผมจำได้ว่าเคยอ่านประวัติของ สตาลิน…ที่เขาทำหนังสือพิมพ์น่ะ เค้ามีนามปากกาชื่อหนึ่งที่มีความหมายถึงไฟที่มันจะร้อนจนถึงจุดที่หลอมละลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ มันจะต้องเป็นไฟที่ร้อนจนเปลวเป็นสีน้ำเงิน ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไร คืออ่านมานานก่อนมาทำงาน ตอนหลังก็นั่งรถเมล์ผ่านปั๊มแก๊สแถวดินแดงเมื่อก่อนนี้มันมีชื่อว่า BLUE FRAME ก็คิดว่าเออ เปลว สีเงิน” ก็เท่านั้นเอง (หัวเราะ) ไม่ได้มีอะไรพิเศษ“คำว่า “เปลว นี่ภาษาใต้เค้าบอกว่าหมายถึงป่าช้า…ก็ไม่เห็นมีใครเรียกถูกสักเท่าไหร่เลย เปลว สีเงินบ้าง เปลว สีน้ำเงินบ้าง เปลว ปากหมาบ้าง ไปตามเรื่อง (หัวเราะ) บางที ก็ตัด ป.ปลา ออกเป็น เลว สีเงินบ้าง แล้วแต่คนอ่านเค้าเกิดอารมณ์ตามเรื่องตามราว” “เมื่อก่อนมันก็มีนะ เพราะเราเขียนวิจารณ์ทุกรูปแบบ ทุกเรื่อง สุดแท้แต่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นมันหนีไม่ พ้นหรอก มันมีซ้ายมีขวา มีคู่กรณี มีถูกใจไม่ถูกใจ เขาก็หาว่าโจมตี อันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา ต้องทำใจ…แต่มาระยะหลังนี่ผมก็แก่ตัวลงไปก็ไม่ค่อยมีอะไร คือยิ่งนานๆเข้าเราแก่ลง ความคิดอะไรต่างๆมันก็เย็นลง สุขุมขึ้นเรื่อย ๆ ใหม่ ๆ ก็ตามวัย วู่วามไป เขียนไปถูกบ้างผิดบ้าง รุนแรงเกินเหตุบ้าง อย่างช่วงใหม่ๆวัยรุ่นตอนทำเดลินิวส์ ชื่อคอลัมน์มันก็สื่อออกเหมือนกัน ตอนนั้นเราใช้ “เตะผ่าหมาก” พอมาอยู่ไทยรัฐก็ “ตีแสกหน้า” ท้าตีท้าต่อยไปเรื่อย มาอยู่ที่สยามโพสต์ก็ เปลี่ยนเป็น “ระหว่างบรรทัด มันก็สื่อว่ามันแปรสภาพ มันเย็นลง กาลเวลาก็ผ่านไปเรื่อย ๆ ความคิดมันก็ค่อย ๆตกผลึกสุขุม คิดซ้ายคิดขวา คิดหน้าคิดหลังมากขึ้น “แต่ก่อนผมเคยคิดว่าในชีวิตผมมีเงินเดือนซัก 750 บาท ทุกอย่างเพอร์เฟ็คท์ ลงตัวหมด เพราะข้าราชการสมัยเมื่อ2510 ยังได้เงินเดือน 600 หรือ 700 บาทนี่ก็ถือว่ามันเยอะแล้ว ทีนี้เราได้ซัก 750 มันก็เพอร์เฟ็คท์ เราสามารถจัดสรรได้ มีบ้านอยู่ มีโน่นมีนี่ มีเงินเหลือไปให้แม่ได้ชื่นใจ ได้ใช้บ้าง“คนอย่างผมมาในทางลัด คือเป็นคนไม่มีการศึกษา ผมไม่สามารถหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาวางที่ไหนแล้วตีราคาต่อรอง ต้องการฉันทำงานมั้ย ให้ฉันเท่านี้ฉันทำงาน เท่านี้นะ…ผมไม่มีสิทธิต่อรอง เมื่อไม่มีสิทธิต่อรองทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องพิสูจน์ ทำให้เขาเห็นว่าฉันยกเหล็กกองนี้ไหวนะ พิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำได้เขาถึงจะรับเราทำงานต่อไป ไม่ เหมือนกับคนที่มีใบปริญญาไปวาง เขาผ่านใบรับรองมา ไม่ต้องทดสอบก็ทำได้เลย ไม่ต้องเหนื่อยยากเหมือนกับผมที่บ่าทั้งสองต้องแบกหนักมาตลอดชีวิต…” HONDA CIVIC ฮอนด้า ซีวิค / ซีอิ๊วขาวตราภูเขาทอง ยากิโซบะยูมี นิตยสารผู้หญิงวันนี้ 47 : ฟ้ารุ่ง ชารีรักษ์ ฉบับที่ 47 เดือนเมษายน 2538 / เมื่อผู้หญิง “ร้อน”