ThaiMags.com

ซวยสองต่อ

ซวยสองต่อ

พัฒนพงศ์ พ่วงลาภหลาย

“เอ็งไปที่อําเภออินก็แล้วกัน ถามชาวบ้านเขาไปเรื่อย ๆ ก็เจอเองแหละ พ่อกูใหญ่พอดู ทุกคนแถวนั้นรู้จักพ่อกูทั้งนั้น”

ไอ้เพื่อนผมมันเคยบอกกับผมอย่างนั้น ก่อนที่ผมจะเดินทางมาที่อําเภออิน สิงห์บุรี ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๐ แล้วถามหาบ้านกํานันสุข จนกระทั่งมานั่งจ๋องอยู่ที่ศาลาวัดแห่งนี้

กว่าผมจะมาถึงเมืองสิงห์ได้ก็ร่วมสี่โมงเย็น ก็มารถโบกนี่ครับ โบกมาเรื่อยแล้วก็โบกต่อไปจนกระทั่งถึงอําเภออินจนได้เมื่อเวลาร่วมหกโมงเย็น ตอนนั้นหนทางยังไม่สะดวกแบบนี้หรอกครับ กํานันสุขพ่อของเพื่อนผมใหญ่จริงอย่างที่มันคุยไว้แหละครับ แค่ถามคนแรกก็ได้รับการพยักหน้าแสดงว่ารู้จักทันที

“ไปทางโน้นแน่ะ” คุณน้าคนนั้นชี้มือไหว ๆ ไปตามทางแคบ ๆ

“ไกลมั้ย” ผมถาม

“แค่หม้อข้าวเดือดเท่านั้นแหละ พ่อคุณ”

ผมเดินไปตามทางทิศที่แกว่า จนรู้สึกว่าหม้อข้าวเดือดจนจะไหม้อยู่แล้ว ยังไม่เห็นจะเจอบ้านคนสักหลัง พอดีมาเจอคนที่สองเดินสวนทางเข้า ขณะนั้นอากาศโพล้เพลเต็มทีแล้ว

“โอ๊ย… มาผิดทางแล้วละ”

“อ้าว ฉันถามเขา เขาบอกว่ามาทางนี้นี่นา”

“คนละสุขละมั๊ง ถ้ากํานันสุขละก็ต้องกลับไปที่อําเภอใหม่แล้วเดินไปทางแยกขวา”

“ว้า….แบบนี้ฉันก็แย่ซิ” ผมบ่น

“เอ็งจะไปทางลัดก็ได้”

“ไกลมั้ย ?”

“ชั่วหม้อข้าวเดือด”

เอาอีกแล้ว ไอ้แค่ชั่วหม้อข้าวเดือดนี่ถ้าไฟมันอ่อนก็นานเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ผมไม่มีทางเลือก สอบถามทางได้ความดีแล้วก็ออกเดินต่อ ต้องไปให้ถึงจนได้แหละครับ

จนกระทั่งผมมาถึงวัดเล็ก ๆ แห่งนี้แหละครับ ผมถึงได้ท้อใจไม่หาบ้านต่อ เพราะถามอีตาคนที่สวนกันหน้าวัดแกบอกให้เดินไปอีกชั่วหม้อข้าวเดือดเหมือนกัน กลัวว่าคราวนี้จะเป็นเวลานานขนาดเอาหม้อข้าวตั้งบนเตาเฉย ๆ โดยไม่ได้ติดไฟกว่าจะเดือดก็คงร่วม ๆ ชาติหน้านั่นแหละ

กะเวลาเอาว่าประมาณสองทุ่ม เพราะนาฬิกาข้อมือจํานําไปแล้วที่กรุงเทพฯ ดีแต่ว่ารองท้องมาแล้วจากในอําเภอ เลยไม่มีความคิดที่จะไปกวนหลวงพี่ให้วุ่นวาย

ก้าวขึ้นศาลาได้ ก็ยึดเอาด้านในสุดมุมสุดเป็นที่พักพิงหันหลังยันเสาไว้ เหยียดขายาวออกไปตามสบาย ถุงย่ามใบน้อยเก่าแก่รองไว้ระหว่างเอวกับเสาแก้เมื่อยขบ ล้วงบุหรี่ตัวสุดท้ายออกมาจุดสูบด้วยไม้ขีดไฟ ปล่อยอารมณ์เพลิน ๆ กะว่าพอชินกับยุงเมื่อไหร่คงหลับไปเอง พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อไปบ้านเพื่อน ซึ่งยังไม่รู้ว่าอีกกี่หม้อข้าวเดือดถึงจะหาเจอเหมือนกัน

ดึกแค่ไหนไม่รู้ได้ ตอนนั้นกําลังเคลิ้ม ๆ กลับสะดุ้งตื่น เพราะเสียงนกแสกกรีดร้องก้องเป็นทางยาว

เสียงของมันแหบ ๆ แตก ๆ พิกล เหลียวมองไปรอบกายพบแต่ความวังเวง มีแต่ทางกุฏิด้านซ้ายของโบส์ถเท่านั้นที่ยังตามไฟอยู่สองสามดวง แว่วได้ยินเสียงสวดมนต์มาจากทางนั้น แสดงว่ายังไม่ดึกเท่าไหร่หลวงพี่ถึงยังไม่นอน

ระหว่างโบสถ์กับศาลาที่ผมใช้เป็นที่อาศัยเป็นต้นไทรใหญ่ปล่อยรากย้อยระย้าลงมาต้องลมพัดไหวโยก ราวกับปีศาจตนหนึ่งกําลังเปลี่ยนรูปกายหลอกหลอนผู้คนเด่นอยู่ท่าม กลางแสงจันทร์สีซีด ๆ เกือบเต็มดวง กวาดสายตากลับมาอีกที ทําเอาสะดุ้งเฮือก เพราะมีชายคนหนึ่งเข้ามานั่งร่วมศาลากับผมเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“โธ่ไอ้บ้า นึกว่าผี” ผมนึกในใจ

จากตําแหน่งที่เขานั่งเป็นมุมทะแยงกันกับผม เมื่อไม่เห็นว่าเขาจะมีทีท่าสนใจอะไรกับผม มือที่สอดเข้าไปในย่ามหนุนหลังกุมเสือซ่อนเล็บไว้โดนสัญชาติญาณก็คลายออก อีกอย่าง บอกตรง ๆ ว่าผมไม่มีสมบัติอะไรให้พวกมันตีชิงไปได้สักชิ้น

“ไอ้แดง วันนี้จึงมาถึงนี่เชียวเรอะ ?” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นตรงเชิงบรรไดศาลา ทําให้ผมสะดุ้งอีกครั้ง พอเหลียวไปก็เห็นชายอีกคนแต่งกายแบบพื้นบ้าน คาดผ้าขาวม้ายืนอยู่ แปลกจริง ๆ คนแถวนี้มากันเงียบ ๆ ทุกคนซิน่า พอ ๆ กับ การวัดระยะทางด้วยหม้อข้าวนั่นแหละ

“มาหามึงน่ะซิ ไอ้แถม” ชายบนศาลาตะโกนตอบลงไป

“ยังไม่เข็ดหรือไง ?”

“กูน่าจะถามถึงมากกว่าว่ามึงยังไม่เข็ดหรือไง ?” ไอ้คนชื่อแดงตอบ

“สมภารเห็นเข้าจะยุ่งนะโว้ย”

“นาน ๆ ครั้งว่ะ แถม”

ไอ้คนชื่อแถมก้าวอาด ๆ ขึ้นมาบนศาลา แล้วทรุดตัวลงนั่งหันหน้าเข้าหาผู้ที่นั่งอยู่ก่อน ส่วนผู้ที่อยู่บนศาลาจัดแจง งัดเอาไม้กระดานและอุปกรณ์แทงถั่วที่เตรียมไว้เมื่อไหร่ผมไม่ทันสังเกตออกมา

“มาเลย ไอ้แถม ไม่ได้เล่นมานานแล้วว่ะ วันนี้เต็มที่เลยนะ”

“ระวังสมภารหน่อยก็แล้วกัน”

“ป่านนี้แกลืมเราแล้วมั้ง ไม่ได้มากวนนานแล้วนี่หว่า”

“สมภารวัดนี้ไม่เหมือนสมภารวัดเหนือนะโว้ย ดุชิ้บ….”

“ใครว่า สมภารวัดเหนือก็ไม่เบา เมื่อวานซืนกูโดนหวายเข้าไปหลายที”

“เรื่องอะไรวะ ?”

“กูไปขอไก่ชาวบ้านกินหน่อยเดียว ล่อกูซะจนหลังลาย”

“ไอ้ขอของมึงก็ไปขู่เขาละวะ”

“วัดเหนือคนทําบุญน้อยกว่าวัดใต้นี่หว่า ลูกศิษย์อด ๆ อยาก ๆ ไม่เหมือนวัดใต้คนทําบุญจมเลย”

นั่นแหละผมถึงได้รู้ว่าศาลาที่ผมพักอยู่เป็นศาลาวัดใต้ ส่วนชื่อเต็ม ๆ จะเรียกว่าวัดอะไรไม่รู้ได้ ตอนเดินเข้ามาก็ไม่ได้อ่าน ไอ้ลูกศิษย์สองคนนี่ก็คงเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่ไม่เคยเรียกชื่อวัดเป็นภาษาแขกเพราะ ๆ อย่างที่ติดไว้หน้าวัดสักที ขนาดวัดในกรุงเทพ ฯ เองยังมีชื่อหดเพื่อให้จําได้ง่าย ตั้งแยะ เช่น วัดโพธิ์ วัดกลาง วัดดอน วัดคอกหมู วัดดีดวด วัดสามปลื้ม ฯ ลองให้คนบอกชื่อจริง ๆ ของวัดมาซิครับ ร้อยคนจะมีถึงสิบคนรึเปล่าก็ไม่รู้ที่สามารถบอกชื่อวัดได้ถูก

คิดเพลิน ๆ อยู่คนเดียวก็ตื่นจากภวังค์ เมื่อได้ยินเสียงเรียก

“มาเล่นด้วยกันหน่อยมั้ย ไอ้เกลอ” คนชื่อแถมชวนผมเล่นถั่วด้วย

“ไม่ละครับพี่ ผมเล่นไม่เป็น”

“เฮ่ย ใครเล่นเป็นมาจากท้องพ่อท้องแม่ ต้องหัดกันทั้งนั้น” ไอ้คนชื่อแถมชวนอีก

“ผมไม่มีเงิน” ผมปฏิเสธอีกครั้ง

“ตามใจ ที่ชวนน่ะเพราะไม่อยากเล่นกับไอ้แดง….มันโกงเก่ง”

“อ้าว ? ไหงพูดหมา ๆ แบบนั้น” ไอ้แดงโวยวาย

“เรื่องจริงนี่หว่า เล่นกะเอ็ง เอ็งโกงทุกที่แหละ” ไอ้แถมโต้

“พูดแบบนี้ตีกันดีกว่า”

“อ๋าย ยังได้นะโว้ย คิดว่ากูกลัวถึงเรอะ ?”

ไอ้สองคนนั้นเถียงกันลั่น ผมก็ไม่อยากไปยุ่งด้วยแต่แล้วผมก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างในเหตุการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นต่อหน้าผมขณะนี้

เสียงหมาวัดหลายตัวหอนรับกันเป็นทอด ๆ อย่างวิเวกวังเวง

นกกลางคืนร้องแกร๊กแทรกเข้ามา

กลางคืน…..ใช่แล้ว ? ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้วไอ้สองคนนั้นเล่นถั่วกันอยู่ได้อย่างไรโดยไม่จุดตะเกียง ที่ร้ายที่สุดผมเห็นมันได้ยังไงกัน เห็นแม้กระทั่งเม็ดถั่วและกระดาน ราวกับกลางวัน

ผี?!
ผมบอกตัวเองทางระบบประสาททันที ตัวชาวูบจากหัวใจแล้วแล่นวาบไปทางหัวกับปลายเท้าที่เย็นเฉียบ ตัวแข็งเกร็งด้วยความกลัวในขณะที่มันสองตัวเถียงกันหนักขึ้น

“ไอ้ฉิบหาย ก่อนตายถึงก็โกงกู ตายแล้วยังคิดจะโกงกอีก” ไอ้แถมด่า

“มึงก็เหมือนกัน คราวที่แล้วโดนแทงตายยังไม่เข็ดอีกเรอะ ?”

พูดไม่พูดเปล่าด้วยซิครับ เอามีดออกมาจากพุ่งเสียบฉึกเข้าให้ที่ไอ้ผีชื่อแถมทันที ชัดเลยละครับคราวนี้ได้แถม

หัวเราะกึกก้องโดยไม่มีอาการเจ็บปวดให้เห็นแม้แต่นิด

“ธัมโม สังโฆ” ผมพึมพำสวดมนต์ด้วยความพยายามแต่ไม่เป็นบทไหนซักบทด้วยความกลัวขึ้นไปอยู่บนสมองเต็มที่

“มึงแทงกูเรอะ…..นี่แน่ะ” ไอ้แถมด่าลั่น

“โอ๊ย” เสียงของผมร้องเองแหละครับ โธ่ ใครจะไปทนไหวเพราะตอนนั้นไอ้แถมเอามือขวาดึงแขนซ้ายของตัวมันเองจนหลุดออกมาแค่ไหล่ แล้วฟาดตูม ๆ ไปบนตัวไอ้แดงอย่างไม่นับ ปากก็ส่งเสียงนี่แน่ะ ๆ ไม่หยุด ตอนนั้นน่ะสติของผมจะขาดรอมร่ออยู่แล้ว แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทําไมยังลืมตาดูภาพที่เกิดขึ้นได้

“กลัวแล้วจ้า” ผมร้องลั่นในอกเนื่องจากเสียงของผมไม่ยอมหลุดออกมาจากปาก ความกลัวของผมคงจวนจะถึงขีดสุดอยู่แล้ว

ไอ้ผีแดงมันใช้มือดึงหัวจนหลุดออกมาจากบ่าเหลือแต่ตอด้วน ๆ แล้วขว้างโครมไปที่ผีที่ชื่อแถม ยังไม่พออีก มันยื่นมือยาวเหยียดออกมาค้ำคอไอ้ผีแถมไว้ไม่ให้เข้ามาตีมันได้ ความยาวของแขนนั้นประมาณสองเท่าของคนธรรมดา

ถ้าจะให้ผมบรรยายความรู้สึกในขณะนั้นก็ต้องบอกว่า ผมคิดว่าผมคงหัวใจวายอยู่บนศาลาแน่ ๆ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าผีอะไรหลอกดุเดือดขนาดนั้น ที่ผมรอดตายมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้ก็เพราะหลวงพ่อท่านมาช่วยผมไว้ทันเวลาแท้ ๆ

“ไอ้สองตัวนี่เอาอีกแล้วเรอะ” เสียงตวาดลั่นจากทางหน้าศาลา พอเหลือบไปเห็นสีย้อมฝาดของเครื่องแต่งกายสงฆ์ ภายใต้แสงสลัว ๆ ของดวงจันทร์ หัวใจที่ใกล้จะวายจึงมีอาการดีขึ้น

“หยุดเดี๋ยวนี้ ไอ้แถม ไอ้แดง”

ไอ้สองตัวนั่นหยุดทันที ร่างที่ขาดเป็นชิ้น ๆ รวมเข้ามาในสภาพของคนธรรมดา ก้มหน้าคุกเข่าด้วยความเกรงกลัวในอาคมของผู้ที่เป็นสงฆ์

“พวกมึงนี้เล่นตัวโกงกันจนแทงกันตาย แล้วยังมาแสดงศักดากันอีกเรอะ”

ว่าแล้วหลวงพ่อก็เอาหวายในมือฟาดเควี้ยว ๆ ไปที่ไอ้ผีสองตัวนั้นไม่นับ ซึ่งพวกมันได้แต่ร้องดิ้นโวยวายอย่างน่าสยดสยองแล้วพากันโดดจากศาลากลายเป็นดวงไฟเขียวเรืองขนาดเท่าส้มโอลอยวูบไปคนละทาง

ในความมืดผมยังได้ยินเสียงท่านบ่นพึมพําว่า

“ไอ้สองตัวนี่มันร้าย ขนาดแยกไปฝังไว้คนละวัด ยังไม่วายมีเรื่องกันอีก”

แบบนี้เห็นจะไม่ไหวละครับ เห็นทีจะนอนบนศาลาไม่ได้เสียแล้ว ต้องพึ่งหลวงพ่อก่อนละ พอขยับตัวจะเอ่ยปาก เสียงขยับตัวทําให้หลวงพ่อหันขวับมาทางผมอย่างรวดเร็ว

“อ้าว ยังเหลืออยู่อีกตัวที่นี่ เอ็งเป็นผีจากไหนวะ?”

สิ้นคําว่า “วะ” หลวงพ่อก็เอาหวายที่ตีผีเมื่อตะกี้หวดเปรี้ยง ๆ เข้าให้โดยไม่รอคําตอบจากผมเลย โดนเข้าไปหลายละครับกว่าจะร้องออกมาได้

“โอ๊ย หลวงพ่อ โอ๊ย”

“เอ๊ะ” หลวงพ่ออุทานออกมา

“โยมเป็นคนนี่นา”

ตอนนั้นผมพูดไม่ออกหรอกครับ โดนหวายเข้าที่กกหูตาลายไปแล้ว ได้แต่ปลงกับตัวเองด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาของตัว กูนะกู โดนผีหลอกแล้วยังโดนหวายอีก แบบนี้ไม่เรียกว่าซวยสองต่อแล้วจะให้เรียกว่าอย่างไร หลวงพ่อท่านก็ใจร้อนจัง รอฟังคําอธิบายก่อนก็ไม่ได้

“โธ่ หลวงพ่อนะหลวงพ่อ”

ซวยสองต่อ - พัฒนพงศ์ พ่วงลาภหลาย

หนังสือต่วย'ตูน เดือนพฤษภาคม ๒๕๒๓ ปีที่ ๙ เล่มที่ ๙

Exit mobile version